งได้ตัดสินใจพูดออกมา
“ใช่แล้ว บัดนี้ศิษย์เองก็เริ่มรับลูกศิษย์แล้ว ตอนนี้…ก็มีสองคนแล้ว พรสวรรค์…” เซียวอวี้หรงนึกถึงเจ้าเด็กบ้าเซี่ยผิงไหวแล้วก็ไม่สามารถพูดอะไรเกี่ยวกับพรสวรรค์ของเขาได้จริงๆ เขาจึงทำได้เพียงกัดฟันพูด “คนหนึ่งค่อนข้างฉลาด ส่วนอีกคน…ก็ค่อนข้างพิเศษ รอให้พวกเขาได้คารวะอาจารย์ปู่อย่างท่าน พวกเขาก็นับได้ว่าเป็นศิษย์สำนักอย่างเป็นทางการแล้ว”
“ค่อยว่ากันทีหลังเถอะ” หลีซื่อเหยี่ยนค่อนข้างพิถีพิถัน
ไม่ว่าจะเป็นลูกศิษย์หรือศิษย์หลานดีหรือไม่อย่างไรก็จะต้องผ่านตาเขาก่อนจึงจะได้
การรับศิษย์หลานมาง่ายๆ เขาอาจจะไม่ยอมรับก็ได้
บัณฑิตมีเรื่องที่สามารถตัดสินใจได้มากมายเกินไป หากรับคนที่อยู่ไม่นิ่งมีความทะเยอทะยานป่าเถื่อนเข้ามา นั่นจะไม่เป็นการทำให้ชื่อเสียงของลูกศิษย์และศิษย์หลานทั้งหมดต้องแปดเปื้อนหรือ เขาจะต้องให้ความสำคัญกับเรื่องนี้
เซียวอวี้หรงตอนนี้ทำตัวว่าง่ายราวกับกระต่ายตัวหนึ่ง และดูขี้ขลาดหวาดกลัวมาก
ตอนที่เขาพูดจบแล้วเห็นหน้าอาจารย์ไม่ค่อยจะเมตตาเท่าไรนัก เขาก็ยิ่งกลัวเข้าไปอีก
เขาคงจะไม่ถูก…ไล่ออกจากสำนักเพราะเซี่ยผิงไหวหรอกนะ?
“ชูเซิง…” อาจารย์ผู้เฒ่าเรียก
เซี่ยเฉียวรู้สึกแปลกๆ ในใจ เมื่อก่อนอาจารย์มักเรียกนางว่า นังหนู นังหนูเสี่ยวเฉียว…
ดูเหมือนชื่อโม่ชูเซิงที่นางตั้งนี้จะไม่ค่อยดีนัก!
หากน้ำเสียงของอาจารย์เย็นชากว่านี้จะฟังเหมือนคำด่า ’สัตว์เดรัจฉาน’[1] เลยทีเดี