เสริมขึ้นมาช้าๆ
“จะเอาชนะได้อย่างไร คนข้างนอกเข้าไปได้หรือไม่” เซี่ยผิงกั่งร้อนใจแล้ว ราวกับว่าหากเขาช้าไปเพียงนิดเดียว ของเหล่านั้นจะหลุดลอยไปจากกระนั้น
เซี่ยเฉียวรู้สึกจนใจจึงได้นั่งลงบนเก้าอี้ตรงระเบียงฟังพวกเขา
โจวเว่ยจงรีบเอ่ยขึ้นทันทีราวกับกลัวว่ารัชทายาทจะพูดจนเหนื่อยกระนั้น “คนภายนอกย่อมเข้าไปได้ แค่เสียเงินสมัครและผ่านสามด่านก็เพียงพอแล้ว แต่หลายปีที่ผ่านมา คนผ่านด่านไปได้…มีไม่มากนัก ตอนนี้หากไม่ใช่ขุนพลผู้รักษาประตูก็เป็นขุนนางที่คำพูดมีน้ำหนักในราชสำนัก”
เมื่อเซี่ยผิงกั่งได้ยินเช่นนั้นเขาก็โล่งใจ
หากมีคนผ่านด่านไปได้ก็แปลว่าไม่ได้ยากมาก
เมื่อโจวเว่ยจงเห็นท่าทางผ่อนคลายของเซี่ยผิงกั่งเขาก็เอ่ยขึ้นอีก “การทดสอบด่านแรกคือการจัดค่ายกลทหาร ด่านที่สองคือการขี่ม้ายิงธนู และด้านที่สามคือศิลปะการต่อสู้ ใต้เท้าเซี่ยน้อยอย่าได้ดูถูกความยากของมัน ยกตัวอย่างเช่นด่านขี่ม้ายิงธนูนี้…การยิงเข้าเป้าอย่างแม่นยำในระยะร้อยเมตรได้ยังถือว่าน้อยไป สำนักศึกษาที่นั้นถึงกับคิดลูกเล่นหนึ่งออกมา ซึ่งเรียกว่า ‘กระจกส่องบุปผาน้ำสะท้อนดวงเดือน’ คือการใช้เงาสะท้อนในน้ำยิงเป้าหมาย”
กระจกส่องบุปผาน้ำสะท้อนดวงเดือนนี้ยากกว่าที่โจวเว่ยจงพูดเสียอีก
สถานการณ์แต่ละครั้งก็จะต่างออกไปไม่แน่นอน บางครั้งก็มีเป้าหลอก กระทั่งมีเป้าที่สามารถเคลื่อนไหวได้ หรือบางทีก็มีนับจำนวนครั้งที่ยิงเข้าเป้าภายในระยะเวลาที่กำหนด