ังและทุกบ้านต่างก็เปิดประตูเอาไว้ ดังนั้นเพียงแค่ปราดเดียวนางก็สามารถมองเห็นบรรยากาศภายในเรือนได้แล้ว
ยกเว้นแต่บ้านข้างๆ ที่ปิดประตูใหญ่ไว้ ไม่มีกลิ่นอายอะไรเลย ดูเหมือนไร้ชีวิตชีวาโดยสิ้นเชิง
“บ้านข้างๆ นี้ทำไมถึงไม่มีใครอยู่หรือ” เซี่ยเฉียวดูเหมือนถามอะไรไปเรื่อยเปื่อย
“คุณหนูใหญ่รู้ได้อย่างไรว่าข้างบ้านไม่มีคนอยู่ ตอนที่พวกเรามาถึงที่นี่ยังคิดไปว่าข้างบ้านมีคนอยู่ พวกเรายังไปเคาะประตูเพื่อเยี่ยมเยียนอยู่เลย ใครจะรู้ว่าเคาะอยู่ตั้งนานก็ไม่เห็นเพื่อนบ้านมาเปิดประตู จนมีคนอื่นมาบอกว่าข้างบ้านพวกเราไม่มีคนอยู่นั่นแหละ” หลินหยาเซียงเอ่ยยิ้มๆ แบบไม่ได้คิดอะไรมาก
จู่ๆ เซี่ยเฉียวก็รู้สึกผิดขึ้นมาทันที
บ้านข้างๆ นี้น่าจะเป็นบ้านผีสิงถึงเก้าในสิบส่วน
นายหน้าที่พ่อบ้านหามาไม่ค่อยน่าเชื่อถือเลย เรื่องสำคัญขนาดนี้ยังไม่ยอมพูดออกมาให้ชัดเจน
พ่อบ้านคนใหม่ของนางค่อนข้างซื่อสัตย์ ถ้าหากเขารู้เรื่องบ้านข้างๆ มาก่อนจะต้องไม่ให้ตระกูลหลินมาอยู่ที่นี่เป็นแน่
เซี่ยเฉียวคิดอยู่ครู่หนึ่งก็นำยันต์ที่นางพกติดตัวออกมาจำนวนหนึ่ง
นางแอบเรียกเซี่ยผิงไหวมาหา
“ยันต์คุ้มภัยพวกนี้ให้เด็กๆ อย่างพวกเจ้าพกติดตัวไว้คนละแผ่น ห้ามทำหายเด็ดขาด” เซี่ยเฉียวจัดแจง
เซี่ยผิงไหวรับมาดู ยันต์คุ้มภัยพวกนี้ถูกพับไว้ ดูทั้งเก่าทั้งน่าเกลียด ของสิ่งนี้จะมีประโยชน์อะไรหรือ
แต่เมื่อพิจารณาถึงอายุไขของพี่หญิงใหญ่ที่ยังเหลืออยู่ไม่มา