เหมือนพลิ้วไหวระริกและดึงดูดใจอย่างยิ่ง
“ดึกขนาดนี้แล้ว ฝ่าบาทไม่กลับไปเรือนตะวันออกหรือ” เซี่ยเฉียวเอ่ยเนิบๆ
จ้าวเสวียนจิ่งกลับยืนนิ่งไม่ขยับ “ข้ากลัวว่าเจ้าจะเผาสำนักศึกษานี้น่ะสิ”
เซี่ยเฉียวคิดอยู่ครู่หนึ่ง เขาไม่ไปก็ดี นางก็จะได้มีคนคุยด้วย
“รบกวนฝ่าบาทป้อนน้ำให้ข้าด้วย” เซี่ยเฉียวเอ่ยอย่างหน้าด้านๆ
จ้าวเสวียนจิ่งเทน้ำชาโดยไม่ได้พูดอะไร เมื่อเขาเดินไปอยู่ตรงหน้าเซี่ยเฉียว นางจึงได้พบว่าฝ่ามือข้างขวาของเขามีผ้าพันไว้ มันไม่เหมาะสำหรับการยกชาม
จ้าวเสวียนจิ่งไม่ค่อยใช้มือขวาของเขา
เวลานี้เมื่อโจวเว่ยจงที่กำลังเฝ้าอยู่ที่ประตูเห็นจ้าวเสวียนจิ่งกำลังจะก้าวเข้าไป เขาก็เข้ามาทันทีและเอ่ยว่า “ฝ่าบาท ให้ข้าจัดการเถอะ”
จ้าวเสวียนจิ่งสีหน้าครึ้มลงไปทันที เขาวางถ้วยชาในมือซ้ายลงในมือโจวเว่ยจงอย่างง่ายๆ
เซี่ยเฉียวแค่ต้องการดื่มน้ำ ส่วนใครจะเป็นคนป้อนนั้นไม่สำคัญ แต่อย่างน้อยๆ จ้าวเสวียนจิ่งก็เป็นศิษย์น้องในนามของนาง นางก็ยังรู้สึกยินดีมากกว่าที่จะได้รับการดูแลจากศิษย์น้อง
อีกอย่างปฏิกิริยาของรัชทายาทก็แปลกไปเล็กน้อย
“แค่หยิบช้อนก็ไม่ได้หรือ” เซี่ยเฉียวเอ่ยถามด้วยความสงสัย
“แม่นางเซี่ยครึ่งเซียน มือของฝ่าบาทไม่ค่อยสะดวกนัก เมื่อครู่ก็เพิ่งจะถูกใบมีดบาดไป ไม่ขยับเลยจะดีกว่า” โจวเว่ยจงรีบอธิบาย
“บาดหรือ นิ้วยังขยับได้ไหม” เซี่ยเฉียวถาม
“น่าจะขยับได้” โจวเว่ยจงคิดอยู่ครู่หนึ่ง ฝ่าบาทถูกใบมีดบาด