น้ำเสียงของนางไม่ได้เย็นชาอะไรมากมาย แต่กลับทำให้คนรู้สึกสั่นสะท้านได้
“ใครแย่งเงินของเจ้ากันล่ะ!” หลูซื่อออกอาการโกรธ
“เรื่องบางเรื่องพูดชัดเจนเกินไปก็อาจจะทำให้เสียหน้า หน้าท่านแม่นั้นสูงค่า ประหยัดไว้หน่อยจะดีกว่า” เซี่ยเฉียวพูดคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม พอพูดจบนางก็หยิบภาพวาดแล้วหันหลังจากไป
ท่าทีตรงไปตรงมาเช่นนี้ทำให้หลูซื่อตอบโต้ไม่ทันอยู่บ้าง
ตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้พบกับเซี่ยเฉียว เซี่ยเฉียวก็…
ยังถือว่าสุภาพกับนาง…
ตั้งแต่พบกัน นางก็เรียก ‘ท่านแม่’ มาตลอด เวลาไหนที่ควรทำความเคารพก็เคารพ ก่อนหน้านี้ทำหยกของนางหาย จนถึงตอนนี้นางก็ยังไม่ได้ฟ้องเซี่ยหนิวซาน
จู่ๆ ก็ตรงไปตรงมาเสียขนาดนี้ นางจึงตกใจมาก!
หากไม่พูดถึงมโนธรรม และหากครั้งนี้นางไม่ได้พาลูกสาวกลับมาด้วย นางก็คงไม่ปฏิบัติต่อเซี่ยเฉียวอย่างนี้แน่นอน…
หลูซื่ออยู่ในอารมณ์ซับซ้อน นางหันไปมองเผยหว่านเย่ว์ ก็รู้สึกทนไม่ได้ขึ้นมาอีก
ลูกสาวของนางคนนี้ลำบากมามาก ตอนนี้มาอยู่กับนางกลับต้องมาเห็นคนอื่นคอยเรียกนางว่าท่านแม่ เป็นเรื่องปกติที่นางย่อมจะรู้สึกเศร้าเสียใจ
“เฮ้อ อย่างไรนางก็ไม่ใช่ลูกแท้ๆ คงสอนไม่ได้” หลูซื่อถอนหายใจ จากนั้นก็กุมมือเผยหว่านเย่ว์ไว้ “เจ้าต่างหากที่เป็นแก้วตาดวงใจของแม่!”
เผยหว่านเย่ว์ตกตะลึงไปชั่วครู่ก่อนจะก้มหน้าลงเล็กน้อย
เซี่ยเฉียวกลับไปที่เรือนของตนเอง
นางพบว่าในเรือนยังคงเหมือนเดิม ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง
“วันน