ี่ยเฉียวคงไม่มีทางหายไปภายในหนึ่งถึงสองปีนี้ได้หรอก?
“ลูกแม่ เจ้าลองคิดดูสิ แม้นางจะเก่งกาจเพียงใด แต่สุขภาพร่างกายไม่ดีจะอยู่ได้อีกนานแค่ไหนกัน เพียงไม่นานใครๆ ก็จะลืมเลือนนางกันไปเอง และในทางกลับกัน ยิ่งนางยอดเยี่ยมเท่าไรก็ยิ่งเป็นหน้าเป็นตาให้กับสกุลเซี่ยเท่านั้น หากนางโดดเด่นก็นับเป็นการช่วยปูทางให้เจ้าด้วยไม่ใช่หรือ” หลูซื่อพูดต่อ
ลูกสาวผู้นี้ ในตอนที่ยังอยู่ที่บ้านสกุลเผย คงจะไม่มีใครดูแลสั่งสอนนางเลยสิท่า นางจึงได้มองโลกแคบเช่นนี้!
เผยหว่านเย่ว์ขมวดคิ้ว
แต่ใครๆ ก็ล้วนต้องการโดดเด่นเป็นที่หนึ่ง มากกว่าจะเป็นตัวเลือกในลำดับที่สองรองลงมา
“ท่านแม่ ข้ารู้สึกไม่สบายตัว หนาวๆ และรู้สึกเวียนหัวด้วยย” สีหน้าของเผยหว่านเย่ว์แย่ลง
หลูซื่อตกใจเมื่อได้ยินเช่นนั้น
นางแตะหน้าผากลูกสาวอย่างระมัดระวัง
“เป็นไข้หรือ” หลูซื่อขมวดคิ้ว “อาจเป็นเพราะเมื่อวานเจ้าตกใจกลัวมาก แต่โชคดีที่มีหมอมาด้วย แม่จะให้หมอมาดูแล้วกัน”
หลูซื่อรีบให้หมอมาตรวจดู
นางเป็นไข้หวัดธรรมดาๆ เท่านั้น ไม่มีอะไรร้ายแรง
แต่อาการของเผยหว่านเย่ว์กลับแย่ลง แม้ในวันนั้นนางจะรู้สึกเพียงครั่นเนื้อครั่นตัว แต่กลายเป็นว่าวันถัดมา นางกลับทรุดลง
ถึงหมอจะมีความสามารถ และไข้ของเผยหว่านเย่ว์ก็ไม่ได้รุนแรงอะไร แต่นางยังคงมีอาการเวียนหัว หนาวสั่น และรู้สึกแย่มากตลอดเวลา ดังนั้นนางจึงนอนซมอยู่ในรถม้า
สีหน้าของหลูซื่อเต็มไปด้วยความกังวล
“เมื่อ