“ฮ่า ๆ ฮ่า… ใครใช้ให้สกุลโม่ของเจ้าไปคบหากับหนานฉีกันใครก็ตามที่ขวางทางเหิงเอ๋อร์ของข้า ข้าจะไม่ปล่อยไว้แม้แต่คนเดียวถึงขนาดจะท าให้พวกเจ้าสิ้นซากไร้ทายาท…”
เมื่อได้ยินจักรพรรดินีสารภาพด้วยปากตนเองถึงสิ่งที่นางได้กระท าต่อสกุลโม่ แม้โม่จิ่วเยี่ยจะรู้เรื่องนี้มาก่อนแล้ว แต่ยามนี้เขาก็ไม่อาจวางเฉยได้
เขายกเท้าเหยียบลงบนมือข้างหนึ่งของจักรพรรดินี แล้วบดขยี้อย่างแรง
“ดูเหมือนวันนี้ข้าคงไม่อาจปล่อยหญิงชั่วช้าผู้นี้ไปได้ง่าย ๆ”
จักรพรรดินีรู้สึกเจ็บปวดที่มือ จึงร้องโหยหวนออกมาทันที่
“โม่จิ่วเยี่ย …เจ้ากล้าลงมือกับข้าหรือ…อา…ข้าเจ็บ…เจ็บ”
จักรพรรดินีร้องโหยหวนด้วยหวังว่าจะสามารถปลุกผู้คุมในคุกหลวงได้ แต่ใครจะรู้ นางร้องอยู่นานแต่กลับไม่มีผู้คุมคนใดมา มีเพียงหนูในคุกที่ตกใจวิ่งพล่านไปทั่ว
จักรพรรดินีแต่เดิมก็ไม่มีเรี่ยวแรงอยู่แล้ว หลังจากร้องไปไม่กี่ครั้งก็หมดแรง นางหอบหายใจอย่างหนัก ได้แต่จ้องมองโม่จิ่วเยี่ยด้วยความโกรธแค้น
โม่จิ่วเยี่ยไม่ได้สนใจนางอีก แต่เดินไปหน้าเซวียป๋อ
เสื้อผ้าบนร่างของเซวียป๋อขาดวิ่นไม่เป็นชิ้นดี บาดแผลขนาดใหญ่น้อยปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจน
โม่จิ่วเยี่ยหยิบขวดกระเบื้องเล็ก ๆ ออกมาอีกครั้ง เทยาที่อยู่ข้างในลงบนบาดแผลแห่งหนึ่งของเซวียป๋อ จากนั้นก็ลากเซวียป๋อมาตรงหน้าอัครเสนาบดีเซวีย
ตามที่เล่าลือกันมา อัครเสนาบดีเซวียรักและเอ็นดูเซวียป๋อผู้เป็นบุตรชายคนเล็กมากที่สุด เซวี