งที่เหลือน้อยนิดหมดลงไปด้วย
ทั้งสามคนนอนหอบหายใจบนพื้น จ้องมองโม่จิ่วเยี่ยด้วยสายตาที่แตกต่างกันไป
ในดวงตาของอัครเสนาบดีเซวียดูเหมือนจะมีมีดอยู่
“โม่จิ่วเยี่ย ถ้าเจ้ามีความสามารถจริง ก็จงสังหารข้าเสียเถิด”
เซวียป๋อมองไปทางโม่จิ่วเยี่ยด้วยสายตาวิงวอน
“โม่จิ่วเยี่ยเรื่องในอดีตนั้น ข้าก็เพียงแต่ท าตามค าสั่งของท่านพ่อมิใช่เจตนาของข้าเอง ดังส านวนที่ว่าความแค้นมีต้นตอ หนี้สินมีเจ้าของ ถึงเจ้าจะมาทวงหนี้ ก็ไม่ควรมาหาข้า”
เมื่อครู่ตอนที่โม่จิ่วเยี่ยโปรยผงคันนั้น จักรพรรดินีอยู่ใกล้กับต าแหน่งของเขามากกว่า ดังนั้นพิษในร่างกายของนางจึงรุนแรงกว่าอัครเสนาบดีเซวียและเซวียป๋อ
ในตอนนี้นางยังคงอดไม่ได้ที่จะหัวเราะ แต่ก็พยายามอดกลั้นไว้ความรู้สึกที่ไม่อาจทนได้อีกต่อไปนั้น ท าให้จิตใจของนางล่มสลายอย่างสิ้นเชิง
นางไม่สามารถเอ่ยปากพูดได้เหมือนอย่างพ่อลูกตระกูลเซวีย ได้แต่มองโม่จิ่วเยี่ยอย่างไม่ละสายตา
เมื่อเห็นแววตาอาฆาตแค้นของจักรพรรดินีที่ใกล้จะสิ้นใจ โม่จิ่วเยี่ยก็นึกถึงบรรดาพี่สะใภ้ทั้งหลายที่บ้าน
“เจ้าช่างเป็นหญิงชั่วช้า ตระกูลข้าท าอะไรผิดต่อเจ้า เจ้าถึงได้ส่งคนไปวางยาพิษให้บรรดาพี่สะใภ้ผู้น่าสงสารของข้า? แค่นั้นยังไม่พอตระกูลข้าถูกใส่ร้ายจนต้องถูกเนรเทศ เจ้ายังโหดร้ายถึงขนาดส่งคนไปวางยาพิษในอาหารเช้าของพวกข้าอีก?”
เมื่อถูกถามถึงเรื่องเหล่านี้ จักรพรรดินีก็หัวเราะลั่นอย่างควบคุมไม่ได้อีกต่อไป