หลังจากได้ยินค าพูดของทั้งสอง หวังมามาก็มองออกไปนอกหน้าต่างโดยไม่รู้ตัว ท้องฟ้าเริ่มสว่างขึ้นเล็กน้อยแล้วจริง ๆ“คุณชายเก้า ช่วงนี้ในวังมีทหารยามเพิ่มขึ้นมาก หากพวกท่านจะออกไปโดยไม่ระมัดระวังเช่นนี้ อาจจะเป็นอันตรายได้ ไม่สู้พักอยู่ในต าหนักของกุ้ยเฟยเหนียงเหนียงก่อน แล้วค่อยหาทางออกไปหลังจากฟ้ามืด”นางรู้ว่าโม่จิ่วเยี่ยกับเฮ่อจือหร่าน ไม่อาจอยู่ในที่ที่ไม่ปลอดภัยเช่นนี้ได้นาน พวกเขาจ าเป็นต้องจากไป“พวกเราคิดสถานที่ซ่อนตัวเอาไว้แล้ว หากอยู่ที่นี่ต่อไป อาจจะท าให้กุ้ยเฟยเหนียงเหนียงเดือดร้อนได้”โม่จิ่วเยี่ยพูดจบก็จูงมือเฮ่อจือหร่านเตรียมจากไป“พวกเจ้า…พวกเจ้ารอก่อน”พระสนมผู้สูงศักดิ์เอ่ยขึ้น นางไม่ได้เอ่ยปากมาตลอดเพราะก าลังครุ่นคิดอะไรบางอย่างอยู่แต่นางก็ไม่ได้ละเลยการมีอยู่ของโม่จิ่วเยี่ยและเฮ่อจือหร่าน พอเห็นพวกเขาก าลังจะไป จึงรีบเรียกไว้ด้วยความร้อนรนโม่จิ่วเยี่ยกับเฮ่อจือหร่านหันกลับมา มองตรงไปที่นางหยวนกุ้ยเฟยสูดหายใจลึก
“หากมีโอกาส ข้าขอร้องพวกเจ้าช่วยจัดการให้ข้าได้พบหน้าหนานอวี่สักครั้งได้หรือไม่”สวรรค์เป็นพยาน ตอนที่นางเห็นเฟ่ยมามาอุ้มลูกของนางไป นางก็เริ่มรู้สึกเสียใจแล้วเพียงเพราะความปรารถนาในสถานะและอ านาจ ท าให้นางหลงลืมตัวตนไปชั่วขณะตลอดยี่สิบกว่าปีที่ผ่านมา นางรู้สึกผิดมาโดยตลอด ไม่ใช่เพราะรู้ว่าโม่จิ่วเยี่ยเป็นเด็กชาย แต่เป็นเพราะความยึดมั่นและละอายใจต่อเลือดเนื้อเชื้