องจากไปนานแล้วประตูเมืองขนาดใหญ่ปิดสนิท ทหารยามบนก าแพงยืนตัวตรงพร้อมรับมือพอเห็นเงาร่างสองร่างที่เคลื่อนไหวอยู่ตรงประตูเมือง ทหารบนก าแพงก็ตะโกนลั่น“ประตูเมืองถูกปิดห้ามเข้าออก ถ้าไม่อยากตายก็รีบไปให้พ้น!”คิดว่าเสียงขันทีที่แหลมเล็กคงไม่เหมาะให้โม่จิ่วเยี่ยพูด เฮ่อจือหร่านจึงยกป้ายค าสั่งในมือขึ้นและตั้งใจท าเสียงให้ห้าวขึ้น“พวกข้าเป็นคนที่องค์จักรพรรดินีส่งออกมาจัดการธุระ มีป้ายค าสั่งเป็นหลักฐาน”ได้ยินว่าเป็นคนที่องค์จักรพรรดินีส่งมา ทหารบนก าแพงจึงรีบเดินลงมาทันที่ประตูเมืองเปิดออกเป็นช่องเล็ก ๆ มือใหญ่ยื่นออกมา“ส่งป้ายมาตรวจสอบ”เฮ่อจือหร่านรีบส่งป้ายไปให้ไม่นาน ประตูเมืองก็ขยับอีกครั้ง เปิดออกเป็นช่องที่กว้างพอให้คนหนึ่งคนลอดผ่านได้“พวกเจ้าสองคนรีบเข้ามาเร็วหน่อย”
โม่จิ่วเยี่ยกับเฮ่อจือหร่านเดินเข้าไปทีละคนทหารยามคงไม่นึกสงสัยพวกเขาแม้แต่น้อยจึงคืนป้ายให้โม่จิ่วเยี่ยรู้ดีว่าพวกขันทีในวังนั้นต่างก็หยิ่งยโสกันมาก ไม่เคยเห็นทหารยามเหล่านี้อยู่ในสายตา ดังนั้นเขาจึงไม่ได้ทักทายอะไร รีบพาเฮ่อจือหร่านเดินเข้าเมืองอาจกล่าวได้ว่าเมืองหลวงเป็นสถานที่ที่โม่จิ่วเยี่ยคุ้นเคยที่สุดโดยเฉพาะจวนของเฟ่ยหนานอวี่ที่เป็นจวนฮู่กั๋วกงในอดีตการกลับไปยังบ้านเก่าของตนเอง คงไม่มีใครจะรู้เส้นทางได้ชัดเจนไปกว่าโม่จิ่วเยี่ยบนถนนใหญ่สามารถเห็นทหารที่ลาดตระเวนอยู่เป็นระยะ ๆตามที่กล่าวกันว่าเมืองหลวงเป็นสถานท