โม่ฉิงยังคอยตามข่าวจากเมืองหลวงอย่างใกล้ชิดมาโดยตลอดเขารีบเปิดจดหมายออกมาอ่านทันที่เห็นได้ชัดว่าแววตาของเขาที่อ่านจดหมายนั้นลึกล ้ามากขึ้น“ท่านพ่อ เกิดอะไรขึ้น?” โม่จิ่วเยี่ยเห็นเขาวางจดหมายลงจึงรีบถาม“ในจดหมายบอกว่าจักรพรรดิซุ่นอู่ไม่ได้เข้าประชุมตอนเช้ามาสิบวันแล้ว ตอนนี้ราชส านักแบ่งออกเป็นสามฝ่าย ฝ่ายที่สนับสนุนหนานเหิงมีครึ่งหนึ่ง ที่เหลือคือฝ่ายที่สนับสนุนองค์ชายหนานรุ่ยกับองค์ชายสี่”“อีกทั้งเรื่องที่พวกเราสังหารพวกนักฆ่าที่จักรพรรดินีส่งมา ท่านเจ้าเมืองก็ได้รายงานไปยังราชส านัก ตอนนั้นจักรพรรดิซุ่นอู่ไม่รู้ว่าถูกใครยุยง จึงมอบเรื่องนี้ให้อัครเสนาบดีเซวียไปจัดการ ส่วนเสนาบดีเซวียไม่ได้สืบสวนอะไรเลย ผ่านไปไม่กี่วันก็รายงานเรื่องนี้กับจักรพรรดิซุ่นอู่ บอกว่าผู้ที่เสียชีวิตกว่าสองร้อยคนในซีเป่ยนั้นล้วนเป็นชาวบ้านในท้องถิ่น เนื่องจากสกุลโม่ต้องการยึดครองที่ดินของพวกเขา จิ่วเยี่ยจึงลงมือสังหารพวกเขาอย่างโหดเหี้ยม”“เมื่อเรื่องนี้ถูกรายงานไปถึงจักรพรรดิซุ่นอู่ ก็ท าให้เขาโกรธอย่างหนัก หากไม่ใช่เพราะองค์ชายหนานรุ่ยกับคุณชายเฟ่ยช่วย
เกลี้ยกล่อมให้สงสัยว่าเรื่องนี้อาจมีเบื้องลึกเบื้องหลัง จักรพรรดิซุ่นอู่คงจะส่งทหารมาซีเป่ยเพื่อจับกุมจิ่วเยี่ยแล้ว”“ด้วยเหตุนี้ องค์ชายหนานรุ่ยจึงถึงกับทะเลาะกับฝ่ายจักรพรรดินีและสถานการณ์ตอนนี้ก็เลวร้ายยิ่งขึ้น”โม่จิ่วเยี่ยก าหมัดแน่น “ช่างเป็นจักรพรรดิน