าเท่านั้นโม่จิ่วเยี่ยตบไหล่ของเขาเบา ๆ แล้วกล่าวว่า “สกุลโม่ไม่ได้มีความตั้งใจจะขัดพระราชโองการขององค์จักรพรรดิ แม้ในตอนที่พวกเราถูกตีตราและเนรเทศไปยังซีเป่ย ก็ไม่เคยมีความคิดอื่นใด”“ตระกูลของพวกเราต้องผ่านความยากล าบากกว่าจะกลับมาพร้อมหน้าได้อีกครั้ง ต่อไปก็เพียงแต่หวังจะใช้ชีวิตอย่างสงบ แต่ก็มีบางคนที่ไม่อยากให้สกุลโม่อยู่ดีมีสุข เพื่อคนในตระกูล บางเรื่องอาจเป็นสิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้”“พี่เก้า สิ่งที่ท่านพูด ข้ารู้และเข้าใจดี หลายสิ่งไม่มีอะไรที่แน่นอนตอนนี้เราก็ท าได้แค่ค่อย ๆ ก้าวไปข้างหน้า”“อืม พวกเราก็คิดเช่นนั้น ไม่ว่าผู้ใดในราชส านักจะแย่งชิงอะไรกัน ตราบใดที่ไม่เกี่ยวข้องกับสกุลโม่ ข้าก็จะเลือกมองข้าม”ระหว่างที่ทั้งสองก าลังสนทนา หนานรุ่ยก็เดินมาจากทางหมู่บ้านอย่างรวดเร็ว
“คุณชายเก้า ข้าตามหาท่านอยู่นานแล้ว ที่แท้ท่านก็อยู่ที่นี่”เมื่อเมิ่งไห่หนิงเห็นหนานรุ่ยเข้ามา เขากล่าวทักทายแล้วก็จากไป เพื่อให้พื้นที่ส่วนตัวกับพวกเขาทั้งสอง“ท่านมีธุระอะไรกับข้าหรือ?” โม่จิ่วเยี่ยก็เผยรอยยิ้มที่ผ่อนคลายราวกับว่าในหลายวันที่ผ่านมาไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นหนานรุ่ยก้าวเข้ามาใกล้เขา แล้วหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งออกมาจากอกเสื้อก่อนจะส่งให้เขา“นี่คือข่าวล่าสุดจากเมืองหลวงที่คนของข้าส่งมาให้”โม่จิ่วเยี่ยรับกระดาษมาเปิดดู แม้เนื้อหาบนกระดาษจะไม่ได้ละเอียดเท่ากับที่เฟ่ยหนานอวี่เขียน แต่ก็ไม่ได้แตกต่างมาก