โม่ฉิงยังคงสับสนกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะที่เขาก าลังสงสัย บรรดาลูกชายที่อยู่นอกรถม้าก็พากันเบียดเสียดเข้ามาจะว่าเบียดก็ไม่เชิง เพราะรถม้าที่เล็กอยู่แล้วนั้นแออัดจนลมแทบจะผ่านไม่ได้โม่จิ่วเยี่ยเข้าใจความเป็นห่วงของเหล่าพี่ชายที่มีต่อบิดาจึงไม่อยากไล่ใครออกไปแต่เขาก็กังวลว่าภรรยาอาจจพถูกเบียด ดังนั้นจึงท าได้เพียงพูดขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้“พี่ชายทั้งหลาย พวกท่านอยู่เป็นเพื่อนคุยกับท่านพ่อเถอะ ข้าจะพาหร่านหร่านออกไปสูดอากาศข้างนอกก่อน”พูดจบ เขายังไม่ลืมส่งสัญญาณให้พี่ชายคนโต เพื่อบอกให้อีกฝ่ายอธิบายกับท่านพ่อว่าตัวเขาคือโม่จิ่วเยี่ยในเวลานี้พี่ใหญไหนเลยจะสนใจค าใบ้ของน้องเก้า เขารีบเบนสายตาไปทางบิดาพลางค่อย ๆ สังเกตอาการของเขาโม่จิ่วเยี่ยพาเฮ่อจือหร่านลงจากรถม้า ท าให้ภายในรถมีพื้นที่ขึ้นมากลูกชายทั้งหลายล้อมรอบโม่ฉิงเอาไว้ พากันเรียกท่านพ่อเสียงดัง
โม่ฉิงเดิมทียังสงสัยว่าท าไมชายหนุ่มคนนั้นถึงบอกว่าเป็นจิ่วเยี่ยลูกชายคนเล็กของเขาตอนนี้อายุเพียงสิบสามปีเท่านั้น จะดูเป็นแบบนั้นได้อย่างไร?แล้วลูกชายคนโตเล่า ท าไมถึงดูแก่ลงไปมาก ทั้งยังโทรมขนาดนั้นอีก?ขณะที่เขาก าลังคิดไม่ตก โม่เจียเฉิงก็เรียกท่านพ่อขึ้นมาเสียงดังโม่ฉิงหรี่ตามองส ารวจเขาอยู่ครู่หนึ่ง ลูกชายคนรองที่เห็นก็ให้ความรู้สึกเหมือนกับลูกชายคนโต ทั้งแก่และโทรมไม่ต่างกันไม่เพียงเท่านั้น พวกเขาทั้งหมดสวมเสื้อผ้าป่านเนื้อหยาบ ซึ่งแ