ท้ายที่สุดแล้ว สกุลโม่ก็มีสถานะพิเศษและหมดศรัทธากับราชส านักอย่างสิ้นเชิงแล้วพูดตรง ๆ ก็คือ การที่พวกเขาไม่ก่อกบฏก็นับว่าเป็นการจงรักภักดีมากแล้วในฐานะหัวหน้าเจ้าหน้าที่ โม่ชูหานรู้สถานการณ์ในเมืองอวิ่นดี“น้องชายเมิ่ง ในเมื่อเกิดเรื่องใหญ่เช่นนี้ ข้าก็ขอแนะน าว่าเจ้าควรขอความช่วยเหลือจากเมืองหลวงจะดีกว่า”เมิ่งไห่หนิงพยักหน้า “ตอนนี้คงเป็นเช่นนั้น เมืองอวิ่นไม่มีก าลังทหารประจ าการ หากพวกชนเผ่าหมานอี๋บุกมาอีกครั้ง คนที่จะได้รับบาดเจ็บก็คือชาวบ้านผู้บริสุทธิ์”แม้เขาจะพูดเช่นนั้น แต่ในใจกลับรู้ดีว่าซีเป่ยนั้นยากจนและไม่ได้รับความสนใจจากราชส านักเลย แม้แต่ก าลังทหารประจ าเมืองก็ยังไม่อาจเทียบกับที่อื่นได้ถึงเขาจะเสนอเรื่องนี้กับท่านเจ้าเมือง ก็เกรงว่าจะไม่มีก าลังทหารสนับสนุนมาแต่ในเมื่อเกิดเหตุการณ์ใหญ่โตเช่นนี้ขึ้น การรายงานต่อเบื้องบนจึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ส่วนเรื่องก าลังทหารจะได้รับการแก้ไข
หรือไม่ เมิ่งไห่หนิงไม่ได้คาดหวังอะไรเลย เพราะเกรงว่าสุดท้ายแล้วเขาก็จะต้องมองหาทางแก้ไขด้วยตัวเองที่จริงแล้ว พี่น้องสกุลโม่กลับมองปัญหาเรื่องชนเผ่าหมานอี๋ในแง่ดีมากกว่าเมิ่งไห่หนิงอยู่บ้าง“หากไม่มีอะไรผิดพลาด การปล้นครั้งนี้ของชนเผ่าหมานอี๋ท าไม่ส าเร็จ อีกทั้งยังสูญเสียก าลังคนไปมาก พวกเขาคงจะไม่มีการเคลื่อนไหวอีกในเร็ววันนี้”“หากชาวบ้านขี้ขลาดไม่ได้ขาดแคลนอาหารจริง ๆ ก็คงไม่อยากมาเสี