เขาไม่สนใจว่าโม่จิ่วเยี่ยอยากรับรู ้หรือไม่ จึงพูดออกมาต่อว่า
“เฟ่ ยมามามักจะใจอ่อนอยู่บ้าง แต่สุดท้ายหนานฉีก็เป็ นหลานที่ มีสายเลือดเดียวกัน เมื่อมาถึงเมืองหลวงและจัดการทุกอย่างเรียบร ้อย แล้ว ข้าถึงได้ถามเฟ่ ยมามาว่านางเต็มใจจะเป็ นพยานยืนยันตัวตนให้ ข้าหรือไม่ ตอนนั้นเฟ่ ยมามากาลังลังเล ถามข้าว่าจะฆ่าหนานฉี หรือไม่”
“ข้าตอบกลับไปว่า การจะฆ่าหนานฉีหรือไม่ ไม่ใช่สิ่งที่ข้าจะเป็ น คนตัดสินใจได้ ทุกอย่างขึ้นอยู่กับการตัดสินใจขององค์จักรพรรดิ เฟ่ ยมามาคิดว่านางปลอดภัยแล้วจึงเกิดความสงสารหนานฉีขึ้นมา ยามนี้นางถูกข้าซ่อนตัวเอาไว้และปลอดภัยดี เพียงแต่ยังใช ้ประโยชน์ ไม่ได้ ด้วยเหตุนี้ ข้าจึงไม่กล้านานางไปเป็ นพยาน หากนางกลับ ค าให้การ ข้าย่อมต้องเป็ นฝ่ายสูญเสียมาก”
แท้จริงแล้ว การที่เฟ่ ยหนานอวี่บอกเรื่องนี้กับโม่จิ่วเยี่ยยังมีอีก เหตุผลหนึ่ง
นั่นคือ รอบกายเขาไม่มีคนที่ไว้ใจได้มากนัก ไม่อาจระบายความ ทุกข์ใจออกมาได้ เมื่อเก็บกดไว้นานวัน เขาก็อยากระบายให้คนที่ ไว้ใจได้รับฟัง
หลังเขาได้เล่าเรื่องราวเหล่านี้ออกมาก็รู ้สึกผ่อนคลายลงมาก และขณะเดียวกันก็หวังว่าจะได้รับคาตอบจากโม่จิ่วเยี่ยบ้าง
เฟ่ ยหนานอวี่พูดมาถึงขนาดนี้ หากโม่จิ่วเยี่ยยังไม่ตอบสนอง อะไร ก็คงจะดูเป็ นการไม่ให้เกียรติกันเกินไปสักหน่อย
“หากเฟ่ ยมามาไม่ประสงค์จะออกหน้า ท่านก็เคยคิดไปพึ่ง หยวนกุ้ยเฟยบ้างหรือ”