ขันทีผู้ประกาศราชโองการก็เป็นคนที่มีสายตาเฉียบแหลม แม้ไม่สามารถแสดงความเห็นอกเห็นใจต่อตระกูลเฮ่อได้ แต่ก็ไม่คิดจะอยู่ดูความล าบากใจของคนตระกูลเฮ่อต่อ จึงกล่าวค ามงคลสักสองสามประโยค แล้วเรียกให้คนออกไปคนเหล่านั้นเพิ่งจะจากไป บ่าวรับใช้สองคนที่คุกเข่าอยู่หน้าประตูก็ลุกขึ้นยืนทันที่ ก่อนจะเข้าไปในจวนและปิดประตูทันใดนั้นโม่จิ่วเยี่ยก็ได้ยินเสียงสะอื้นเบา ๆ ดังมาจากในจวน“ท่านพี่ พวกเราจะท าเช่นไรดี?”ฮูหยินเฮ่อเอ่ยเสียงเบา หากไม่ใช่เพราะโม่จิ่วเยี่ยมีวรยุทธ์สูงส่งฟังเสียงได้จากไกล ๆ ก็คงไม่อาจจะได้ยินเขาอยากรู้จริง ๆ ว่าพ่อตาและครอบครัวจะมีปฏิกิริยากับเรื่องนี้อย่างไร จึงแอบผละจากกลุ่มคน เดินอ้อมไปด้านข้างจวนเสนาบดีเฮ่อ แล้วกระโดดขึ้นต้นไม้ใหญ่ ยืดตัวมองเข้าไปด้านในเสนาบดีเฮ่อพร้อมกับภรรยาและบุตรชายต่างก้มหน้าทอดถอนใจ“มันคือสมรสพระราชทาน ข้าจะท าอะไรได้”เฮ่อเยวียนหมิงกล่าวพลางหันไปมองบุตรชายที่อยู่ในอาการหัวใจสลาย
“ตอนแรกแม่เจ้าก็หาหญิงงามให้เจ้ามากมาย เจ้ากลับไม่ยอมแต่งด้วย ตอนนี้พวกเราถูกท่านหญิงอวี้เล่นงานจนเดือดร้อนกันไปหมดแล้ว”ฮูหยินเฮ่อเห็นว่าบุตรชายถูกต าหนิก็พูดด้วยความไม่พอใจว่า“เพราะท่านต่างหากที่บังคับให้ซื่อหมิงไปสอบขุนนาง ถ้าไม่ใช่เพราะท่าน ซื่อหมิงจะออกไปเดินเที่ยว แล้วถูกท่านหญิงอวี้พบเห็นได้อย่างไร”“เจ้า…ข้าให้ซื่อหมิงไปสอบขุนนาง ก็เพราะไม่อยากให้ความสามารถของเขาถูกฝังไว้