โม่จิ่วเยี่ยกลับขวางเขาไว้“ไม่ต้องเข้าไปแล้ว คนที่พวกท่านก าลังตามหาอยู่ในบ้านหลังนี้”หม่าจวิ้นซานชะงักไปชั่วขณะ จากนั้นก็ถามอย่างงุนงง“คุณชาย…คุณชาย นั่นมันโรคฝีดาษเชียวนะ…” ท าไมท่านถึงกล้าอยู่ที่นี่อีก?เฮ่อจือหร่านอธิบายว่า “เด็กสาวคนนั้นไม่ได้เป็นโรคฝีดาษ แต่เป็นหมอที่โรงหมอวินิจฉัยผิดไปเอง”หม่าจวิ้นซานตะลึงงัน ปากอ้าค้างด้วยไม่รู้จะพูดอะไรผ่านไปสักพัก เขาจึงถามว่า “ฮูหยินเก้า ท่านพูดจริงหรือขอรับ”เฮ่อจือหร่านพยักหน้า “แน่นอน”หม่าจวิ้นซานดีใจจนแทบจะกระโดด“ข้าจะรีบกลับไปแจ้งข่าวดีนี้กับใต้เท้า”พูดจบ หม่าจวิ้นซานก็ลากสหายที่ยังยืนงงอยู่วิ่งหายไปอย่างรวดเร็วหลังเห็นหม่าจวิ้นซานเช่นนี้แล้ว คงเดาได้ว่าโม่ชูหานก็คงก าลังวุ่นวายกับเรื่องนี้เช่นกัน
โม่จิ่วเยี่ยกับเฮ่อจือหร่านปรึกษากันสักครู่ พวกเขาตัดสินใจไปที่ว่าการอ าเภอ แล้วค่อยกลับบ้านพร้อมกับพี่แปดทั้งสองขับเกวียนมุ่งหน้าไปทางที่ว่าการอ าเภอตลอดเส้นทางแทบจะไม่พบเห็นผู้คนเลย ทุกบ้านปิดประตูแน่นหนา ราวกับว่าวันโลกาวินาศก าลังจะมาถึงล้อเกวียนเคลื่อนเร็วกว่าการเดินเท้า เฮ่อจือหร่านกับโม่จิ่วเยี่ยมาถึงที่ว่าการอ าเภอ หม่าจวิ้นซานจึงยังมาไม่ถึงตอนนี้เมิ่งไห่หนิงก าลังปวดหัวอย่างหนัก ไม่ใช่ว่าเขาไม่มีความสามารถในการปกครองดูแล แต่เมื่อเจอกับโรคระบาดเช่นนี้เขาก็คิดหาวิธีแก้ปัญหาที่สมบูรณ์แบบไม่ออกจริง ๆเพื่อป้องกันไม่ให้โรคฝีดาษแพร่กระจายไ