วห้องโถงเมื่อฟังค าอธิบายของเฮ่อจือหร่าน ประกอบกับกลิ่นหอมยั่วน ้าลายโชยมาจากหม้อ บางคนก็อดใจไม่ไหว อยากลองชิมเต็มทีแล้ว จึงหยิบตะเกียบที่อยู่ตรงหน้าขึ้นมาตะเกียบถูกหยิบขึ้นมาแล้ว แต่ยังไม่รู้ว่าจะกินหม้อไฟนี้อย่างไรก่อนที่จะได้เห็นใครสาธิตด้วยตาตัวเองก็ยังรู้สึกสับสนอยู่บ้างทุกคนจึงได้แต่จ้องมองไปทางโม่จิ่วเยี่ยด้วยความคาดหวัง
ความจริงแล้ว โม่จิ่วเยี่ยก็เพิ่งเห็นวิธีการกินแบบนี้เป็นครั้งแรกเช่นกัน แต่ในฐานะเจ้าบ้าน เขาจ าเป็นต้องท าตัวเป็น ‘คนน า’ ที่ดีเขาจึงคีบวัตถุดิบต่าง ๆ ใส่ลงไปในหม้อทองแดงเฮ่อจือหร่านจัดเตรียมน ้าจิ้มแจกให้ทุกคนอย่างเหมาะเจาะนางเห็นน ้าในหม้อทองแดงเดือดอีกครั้ง จึงเตือนว่า “กินได้แล้วจิ้มน ้าจิ้มในชามก็พอ”ทุกคนต่างคีบวัตถุดิบใส่หม้อตามวิธีที่เฮ่อจือหร่านบอก แล้วจิ้มกับน ้าจิ้มน ้ามันงาและเริ่มกินในยุคต้าซุ่นที่ยังไม่มีพริก เมื่อรสชาติแสบคอเข้าปาก ก็ท าให้หลายคนไอออกมาแต่หลังจากไอแล้ว รสชาติหอมกรุ่นเข้มข้นชวนน่าลิ้มลองยังคงติดอยู่ในปากไม่ยอมจาง พาให้รู้สึกอยากกินต่อไปเรื่อย ๆจากนั้นทุกคนก็คีบวัตถุดิบที่สุกแล้วในหม้อทองแดงใส่ชาม แล้วเริ่มกินกันอย่างเอร็ดอร่อยโม่ชูหานพยักหน้าชมไม่หยุดปาก “ไม่รู้ว่าน้องสะใภ้เก้าใส่เครื่องปรุงอะไรลงไป น ้าแกงถึงได้อร่อยขนาดนี้ ท าให้กินแล้วไม่อยากหยุดเลยจริง ๆ”
ฟางฉวนโจวก็พูดเสริม “ใช่แล้ว อยู่ในเมืองหลวงมาหลายปี ได้กินของอร่อยมา