เชิงเขาเหล่านั้น ส่วนใหญ่จึงเป็นของตระกูลจ้าวกับตระกูลโจว บ้านของตระกูลชุยมีเพียงห้าหกหลังเท่านั้น”โม่จิ่วเยี่ยถามต่อ “ข้าเห็นว่ารอบบ้านยังมีที่ดินรกร้างอีกมากที่ดินรกร้างเหล่านี้มีเจ้าของหรือไม่”ในฐานะลูกชายของหัวหน้าตระกูล เขาย่อมรู้สถานการณ์ในหมู่บ้านเป็นอย่างดี“ที่ดินเหล่านั้นเป็นพื้นที่รกร้างที่บรรพบุรุษของเราบุกเบิกขึ้นมามีจุดประสงค์เพียงเพื่อต้องการเพิ่มผลผลิต ต่อมาตระกูลของข้ากับตระกูลโจวถูกตระกูลชุยรังแก พวกเขาใช้ที่ดินรกร้างที่ตนเองบุกเบิกมาบังคับแลกเปลี่ยนกับที่นาดี ๆ ของเรา พวกเราสองตระกูลจึงไม่ไปดูแลที่ดินตรงเชิงเขานั่นอีก”“ลงทุนลงแรงอย่างหนักมาหลายปี จนในที่สุดที่ดินของเราก็อุดมสมบูรณ์ขึ้น สุดท้ายกลับต้องยกผลประโยชน์ให้ตระกูลชุยไป ดังนั้นพวกเราสองตระกูลจึงละทิ้งที่ดินแถบนั้น ปล่อยให้รกร้างมาสิบกว่าปีแล้ว”จ้าวเจ๋อชวนหยุดไปชั่วครู่แล้วถามกลับ “พี่โม่จิ่วตั้งใจจะซื้อที่ดินท ากินหรือ”โม่จิ่วเยี่ยไม่ได้ปฏิเสธ “ต่อไปพวกเราจะอาศัยอยู่ที่นี่อีกนาน ก็ต้องมองหาที่ดินท ากินบ้างเป็นธรรมดา”
จ้าวเจ๋อชวนถามต่อ “พี่โม่จิ่วคิดจะสร้างบ้านในหมู่บ้านด้วยหรือไม่”“ข้ามีความคิดนี้จริง ๆ แต่ไม่รู้ว่าบ้านเก่าตรงเชิงเขาจะขายได้หรือไม่?”โม่จิ่วเยี่ยรู้ดีว่าบ้านที่ทรุดโทรมเหล่านั้นไม่สามารถอยู่อาศัยได้เขาตั้งใจจะซื้อมาก็เพื่อใช้เป็นที่ดินส าหรับปลูกเรือนอย่างไรเสียทั้งเขาและภรรยาต่างก็ชอบพื้นที่