หรับเฮ่อจือหร่านมากโม่จิ่วเยี่ยมองสิ่งของในมือนางแล้วถาม “มันคืออะไร?”เฮ่อจือหร่านส่งกล้องส่องทางไกลให้เขา“ยกส่องตรงนี้ ท่านลองดูสิ”นางคิดว่าการให้เขาลองใช้งานจริงจะสะดวกกว่าการอธิบายและถือเป็นโอกาสให้โม่จิ่วเยี่ยดูว่าเขาคุ้นเคยกับสองคนนั้นหรือไม่เฮ่อจือหร่านจ้องมองโม่จิ่วเยี่ยอย่างใกล้ชิด เรียวคิ้วที่เดิมเรียบตึงของเขา กลายเป็นรอยขมวดมุ่นในพริบตาจากสีหน้าของโม่จิ่วเยี่ย เดาไม่ยากว่าเขาต้องรู้จักคนทั้งสองแน่หรืออย่างน้อยก็รู้จักคนใดคนหนึ่ง
นางรีบถามอย่างร้อนรน“พวกเขาเป็นใคร?”โม่จิ่วเยี่ยไม่ได้ตอบ แต่มองต่ออีกสักครู่ก่อนจะเก็บกล้องส่องทางไกลลง“เป็นหนานเหิง”“หนานเหิง?”เฮ่อจือหร่านถามต่อ “แล้วอีกคนท่านรู้จักหรือไม่?”โม่จิ่วเยี่ยยิ่งขมวดคิ้วแน่น “รูปร่างคุ้นตา แต่ตอนนี้ข้าไม่กล้ายืนยัน”เฮ่อจือหร่านมองส ารวจรอบ ๆ แล้วพูดเสียงเบา “ไม่สู้พวกเราไปดูที่เรือส าราญดีกว่า”แม้นางจะไม่พูด โม่จิ่วเยี่ยก็มีความตั้งใจจะท าเช่นนั้นอยู่แล้วไม่ว่าหนานเหิงจะเกี่ยวข้องกับกลุ่มเหยียนปางหรือไม่ แต่แค่เขาส่งนักฆ่ามาลอบสังหารตัวเขา โม่จิ่วเยี่ยก็ไม่คิดจะปล่อยอีกฝ่ายไปง่าย ๆ แล้วยิ่งไปกว่านั้น ค าพูดเมื่อครู่เขายังเอ่ยคลุมเครือ ชายหนวดเครานั่นแม้จะไม่ได้เห็นหน้าชัดเจน แต่ไม่รู้ว่าท าไมเขาถึงรู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาดไม่ว่าอย่างไรวันนี้เขาก็ต้องไปส ารวจบนเรือส าราญให้รู้เรื่อง
“รอบเรือส าราญมีองครักษ์ของหนานเห