นการเพียงเพราะอาหารคำเดียว
โม่จิ่วเยี่ยอดทนอย่ำงยากลาบำก จนในที่สุดสตรีสกุลโม่ก็กินจนพอใจ
ฮูหยินผู้เฒ่ำสั่งให้ทุกคนหาที่พักผ่อนด้วยตัวเอง
เมื่อพูดถึงการพักผ่อน นอกจากเฮ่อจือหร่านแล้ว สีหน้ำของหญิงสาวคนอื่นก็หมองหม่นลงทันที่
“ท่านแม่ พวกเราจะนอนแบบนี้ได้หรือ” โม่หานเยี่ยรู้ดีว่าอย่ำงไรต้องนอนแบบนี้ แต่ก็ยังอดไม่ได้ที่จะบ่นพึมพำ
ฮูหยินผู้เฒ่ำรู้สึกหมดหนทำงเช่นกัน
“หานเยี่ย วันนี้สกุลโม่ของพวกเราไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้ว การที่ทุกคนมีชีวิตรอดอยู่ได้ก็ถือเป็นความหวัง เจ้ำอย่ำคิดมากเลย”
เมื่อได้ยินดังนั้น น้ำตำของโม่หานเยี่ยก็ไหลออกมาโดยไม่รู้ตัว
แต่นางยังเข้าใจและไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้อีก
ฮูหยินผู้เฒ่ำให้กำเนิดบุตรถึงสิบคน มีเพียงโม่หานเยี่ยคนเดียวที่เป็นลูกสาว นางจึงเติบโตด้วยความเอาใจใส่ตั้งแต่เด็ก
ยิ่งเห็นบุตรสาวเป็นเช่นนี้ ฮูหยินผู้เฒ่ำก็ปวดใจนัก
แต่นางก็จำเป็นต้องก้มหน้ำยอมรับชะตำกรรม ปล่อยให้โม่หานเยี่ยยอมรับความเป็นจริงได้โดยเร็ว
“หากยังทนกับความลาบำกเพียงเล็กน้อยไม่ได้ ก็ไม่สมควรเป็นลูกหลานสกุลโม่”
การได้เป็นลูกหลานของสกุลโม่ เป็นสิ่งที่โม่หานเยี่ยภำคภูมิใจมากที่สุด
บิดำและพี่ชายของนางล้วนเป็นวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ที่ปกป้องราชวงศ์ต้ำซุน เมื่อได้ยินมารดำพูดว่าไม่สมควรเป็นลูกหลานสกุลโม่นางก็หยุดเสียงร้องไห้ทันที่ รีบใช้แขนเสื้อเช็ดน้ำตำ
“ท่านแม่ คนสกุลโม่ไม่กลัวความลาบำก หานเยี่ยก็ไม่กล