กลางท้องนภาสีคราม เมฆครึ้มก่อตัวและลดระดับลงอย่างช้าๆ แสงอสนีบาตสาดลงประหนึ่งใบมีดอันแหลมคมเสียงกัมปนาทดังสนั่นหวั่นไหว กอปรด้วยลมพัดโหมกระหน่าที่กระจายอยู่รอบๆกลางลำตัวของรูปปั้นหินยักษ์พงไพรเกิดเสียงดังอื้ออึงพลังแรงกดดันที่ปกคลุมอยู่โดยรอบเริ่มแข็งแกร่งขึ้นอย่างช้าๆเย่ฮวาตะโกนหามู่จื่อหาน “เตรียมสกิลให้พร้อม!”มู่จื่อหานพยักหน้าเบาๆ รองเท้าบูตเล็กๆ ของเธอกระทืบลงบนพื้น ดาบยาวถูกวาดออกไปและโจมตีเข้าใส่อีกฝ่ายอย่างไม่หยุดเย่ฮวาขมวดคิ้วเล็กน้อย รูปปั้นหินยักษ์พงไพรเหลือค่าพลังชีวิต 10% ตอนนี้ถึงเวลาเตรียมตัวรับมือกับสกิลใหญ่ของมันแล้วตอนที่ดาบในมือของมู่จื่อหานสร้างค่าดาเมจได้ถึงหลักแสน ร่างกายของรูปปั้นหินยักษ์พงไพรพลันระเบิดระลอกคลื่นพลังออกมา ทันใดนั้นพลังงานนับไม่ถ้วนในป่าดูเหมือนจะถูกดึงดูดและรวมตัวกันเข้าปกคลุมร่างของรูปปั้นหินยักษ์พงไพรไว้รูปปั้นหินยักษ์พงไพรยกแขนทั้งสองข้างขึ้นเหนือหัวร่างกายของมันดูดซึมพลังงานเหล่านั้นเข้าไป เย่ฮวารีบเพิ่มความเร็วในการโจมตีหวังให้การต่อสู้ในครั้งนี้สิ้นสุดโดยเร็วหลังจากผ่านไปสิบกว่านาทีให้หลัง แสงอสนีบาตพลันมลายหายไป ลมวายุที่โหมกระหน่ากระจายตัวออก โลกทั้งใบกลับเข้าสู่ความเงียบสงัดที่มิอาจหาสิ่งใดเทียบเทียมเย่ฮวามองรูปปั้นหินยักษ์พงไพรด้วยความตกตะลึง เขาพบว่าใบหน้าของมันค่อยๆ กะเทาะออกโดยไม่มีการไหวติง สีหน้าที่แปลกประหลาดโผล่ออกมาให้เห็น จ