“เจ้านาย ไม่ทราบว่าท่านได้คุยกับจางซิ่วเอ๋อหรือยังขอรับ? ”
เนี่ยหย่วนเฉียวส่ายหน้า “ยังเลย! ”
เถี่ยเสวียนถอนหายใจด้วยความโล่งอก “ดีที่ยังไม่พูด”
เนี่ยหย่วนเฉียวกวาดสายตามองอย่างเย็นชา “เจ้าหมายความว่าอย่างไร?”
เถี่ยเสวียนถูกไอเย็นของเนี่ยหย่วนเฉียวแช่แข็ง เขาจึงรีบพูดขึ้นมา “เจ้านาย ท่านอย่าโมโหไปเลย ระงับโทสะเถิด ข้าหมายความว่าจางซิ่วเอ๋อเป็นเพียงสตรีคนหนึ่ง ย่อมรู้สึกหน้าบางเป็นธรรมดา ท่านไปพูดเช่นนี้จะทำให้นางตกใจได้ง่าย ”
เนี่ยหย่วนเฉียวมองเถี่ยเสวียนด้วยสายตาล้ำลึก “ทำให้นางตกใจอย่างนั้นหรือ? ”
เนี่ยหย่วนเฉียวรู้สึกว่าคำพูดของเถี่ยเสวียนมีเหตุผลอยู่บ้าง เมื่อเช้านี้มีความตั้งใจนี้อยู่ แต่ยังไม่ทันที่เขาจะพูดอะไร จางซิ่วเอ๋อก็พูดปฏิเสธเสียมากมายและปิดกั้นสิ่งที่เขากำลังจะพูดไว้ทั้งหมด อาจเป็นเพราะนางตกใจใช่ไหมนะ?
“ถ้าอย่างนั้นเจ้าหมายความว่าอย่างไร?” เนี่ยหย่วนเฉียวถาม
เถี่ยเสวียนเช็ดเหงื่อ เขาจะทำอะไรได้อีกล่ะ? แต่ถูกเนี่ยหย่วนเฉียวคาดคั้นเช่นนั้น เถี่ยเสวียนจึงทำได้เพียงฝืนใจพูดต่อไป “เจ้านาย ข้าหมายความว่าท่านพูดตรง ๆ แบบนี้ไม่ได้ คิดดูสิว่านางจะคิดอย่างไรกับเรื่องในอดีตที่ท่านทำผิดเช่นนี้? คงจะคิดว่าท่านเป็นเติงถูจื่อ*ในบทกวีของเมิ่งหลางน่ะสิขอรับ”
*คำด่า หมายถึงผู้ชายบ้าตัณหา มีที่มาจากขุนนางกังฉินคนหนึ่งที่ขึ้นชื่อในเรื่องบ้าผู้หญิง
เถี่ยเสวียนพูดความจริง เขาคิดว่าจางซิ่ว