่วนเฉียวไม่ยอมหยิบของออกมาให้ กระทั่งเถี่ยเสวียนพูดเขาถึงเอาออกมา ความจริงแล้วเป็นเพราะเขากลัวว่าจางซิ่วเอ๋อจะไม่รับ จึงอยากหาโอกาสให้ของกับจางซิ่วเอ๋อตอนที่นางปฏิเสธไม่ได้
บัดนี้เขาได้เตรียมพร้อมแล้ว
เขาเอ่ยขึ้นเสียงเข้ม “เมื่อวานนี้ข้าช่วยเจ้าไว้ใช่หรือไม่?”
จางซิ่วเอ๋อพยักหน้า “พูดถึงเรื่องเมื่อวาน ข้าต้องขอบคุณเจ้าด้วย” ความหมายก็คือนางต่างหากที่ต้องให้ของขวัญตอบแทนเนี่ยหย่วนเฉียว ไม่ใช่เนี่ยหย่วนเฉียวเอาของมาให้นาง
สายตาของเนี่ยหย่วนเฉียวฉายรอยยิ้ม ก่อนจะพูดต่อ “เจ้าบอกว่าจะขอบคุณข้า ตอนนี้ก็มีโอกาสให้ขอบคุณข้าแล้ว”
เขากล่าวต่อ “เจ้ารับของสิ่งนี้ไว้ ก็ถือว่าขอบคุณข้าแล้ว”
จางซิ่วเอ๋อฟังแล้วชะงักอยู่ที่เดิม ไม่อาจทำความเข้าใจได้ไปชั่วครู่
ตรรกะของเนี่ยหย่วนเฉียวนี่ประหลาดจริง ๆ! มาให้นางรับของขวัญของเขาไว้เพื่อเป็นการขอบคุณ……
ประโยคนี้ฟังแล้วทั้งเวียนหัวทั้งไม่ถูกหลักเหตุและผล
แต่เนี่ยหย่วนเฉียวพูดด้วยท่าทางจริงจังอย่างยิ่ง น้ำเสียงเปี่ยมด้วยความแน่วแน่
จนจางซิ่วเอ๋อไม่รู้จะพูดอย่างไรดี
เถี่ยเสวียนที่อยู่อีกด้านเห็นแล้วก็แทบอยากจะแทรกแผ่นดินหนีไปเสียในเวลานี้ เจ้านายเอ๋ย ทำแบบนี้มันไม่ชัดไปหน่อยเหรอ?
เขานึกว่าเจ้านายตัวเองจะอ้างเหตุผลสุดแสนสมบูรณ์แบบได้ คิดไม่ถึงว่าเขาจะ ‘บังคับให้ตอบแทนบุญคุณ’
ถ้าไม่ใช่เพราะรู้จักนิสัยของเจ้านายตัวเอง การเห็นเจ้านายคะยั้นคะยอทำดีกับคนคนหนึ่งแบ