วเอ๋อใช้ให้จางซานหยาและจ้าวเอ้อร์หลางไปเรียก
ไม่นานนักบัณฑิตจ้าวก็มา
หลังจากที่เขาเข้ามาในลานบ้านพี่น้องตระกูลจางก็มีสีหน้าเหนียมอาย
จางซิ่วเอ๋อยิ้ม “กินตอนยังร้อนอยู่เร็วเจ้าค่ะ”
ตอนนี้นางต้มเกี๊ยวสุกหมดแล้ว เมื่อวางบนโต๊ะมันก็มีรูปลักษณ์น่ากิน มีกลิ่นหอมฉุยลอยออกมา
บัณฑิตจ้าวเห็นแล้วตะลึงนิดหน่อย “เกี๊ยวเหรอ?”
เมื่อก่อนเขาเป็นอาจารย์สอนหนังสือ มีชีวิตที่ดีในระดับหนึ่ง เวลานี้จึงดูออกว่าจางซิ่วเอ๋อทำอะไรกิน
จางซิ่วเอ๋อบอกยิ้ม ๆ “ใช่แล้วเจ้าค่ะ กินตอนร้อนนี่แหละ เดี๋ยวเย็นแล้วจะไม่อร่อย”
ตอนที่ทุกคนยกถ้วยขึ้น จางซิ่วเอ๋อก็เริ่มคีบเกี๊ยวเข้าปาก
ตอนจางซิ่วเอ๋ออยู่ที่ยุคปัจจุบันเรียกได้ว่ากินเกี๊ยวอยู่บ่อย ๆ แต่ตอนนี้จางซิ่วเอ๋อกลับรู้สึกว่าเกี๊ยวทุกมื้อที่เคยกินอร่อยสู้มื้อนี้ไม่ได้ อาจเพราะร่างกายนี้ปรารถนารสเนื้อมาก อาจเพราะเกี๊ยวนี้ได้มาไม่ง่าย สรุปก็คือจางซิ่วเอ๋อลิ้มรสที่ต่างออกไป
ตอนนี้นอกจากบัณฑิตจ้าวที่ยังห้ามใจตัวเองให้กินด้วยท่าทางสุภาพ เด็กคนอื่น ๆ ต่างกินแบบไม่ยอมพูดจา
จางซานหยากินไปทีเดียว 10 กว่าชิ้นถึงจะเงยหน้ามาหายใจ และพูดอู้อี้ “พี่! อร่อยจริง ๆ เลย! วันหลังข้าจะกินอีก”
จางซิ่วเอ๋อเห็นแบบนี้แล้วรู้สึกพอใจ
ดวงดาราทอแสงระยิบระยับอยู่บนฟ้า ต้นหวายฉู่ในสวนโบกสะบัดด้วยแรงลม มีดอกหวายฉู่ประปรายห้อยอยู่บนต้น ตรงกลางลานคือโต๊ะที่ทุกคนนั่งกินข้าวกันอยู่
ชั่วพริบตานั้น จางซิ่