ง ประมาณ 3.33 เมตรนางลังเล แต่สุดท้ายก็เก็บงูตัวนั้นขึ้นมา หยิบผ้าหยาบผืนนึงออกจากอกเสื้อตัวเอง ห่อหัวงูไว้แน่นแล้วถึงได้วางใจนางแบกจางชุนเถาขึ้นหลังพร้อมกับหยิบงูตัวนั้น ปีนไต่เซไปมาจนถึงด้านบนใบหน้าเล็ก ๆ ของจางซานหยาเต็มไปด้วยความเคร่งเครียด ดูท่านางคงรออยู่อย่างร้อนใจหลังจากกลับมาถึงบ้าน จางซิ่วเอ๋อก็จับจางชุนเถานอนให้ดี แล้วรีบไปหาหมอจะว่าไปก็ถือว่าบังเอิญนัก เพราะเวลานี้ท่านหมอเมิ่งอยู่ในหมู่บ้านชิงสือพอดี แล้วก็เจอกับจางซิ่วเอ๋อโดยบังเอิญใต้ต้นหวายฉู่ใหญ่จางซิ่วเอ๋อมองท่านหมอเมิ่งอย่างเคร่งครียด “ท่านอาเมิ่ง ชุนเถาบาดเจ็บ ท่านรีบตามข้าไปดูนางหน่อยเถอะเจ้าค่ะ”ตอนนี้ท่านหมอเมิ่งเพิ่งจะรักษาคนอีกคนหนึ่งเสร็จ ด้วยความเป็นห่วงเด็กสองคนนี้ จึงพยักหน้าและเอ่ยขึ้น “ไปสิ”ใต้ต้นหวายฉู่ไม่เคยไร้ผู้คน เวลานี้แม่นางชุดสีชมพูอายุสามสิบต้น ๆ คนหนึ่งก็เอ่ยขึ้น “ท่านหมอเมิ่ง ข้าว่าท่านอย่าไปดีกว่านะเจ้าคะ”สตรีผู้นี้สวมเสื้อผ้าบางมากจนแทบจะมองเห็นเอี๊ยมสีแดงด้านใน ชุดนี้อวดหุ่นหน้านูนหลังกระดกของนางอย่างหมดจดตอนนี้จางซิ่วเอ๋อก็รู้จักคนในหมู่บ้านบ้างแล้วไม่น้อย นางฉงนอยู่ครู่หนึ่งก็รู้แล้วว่าคนตรงหน้าคือใครนี่มันแม่ม่ายหลิวผู้เลื่องชื่อของหมู่บ้านชิงสือนี่ช่างเสเพลเหลือเกิน คอยแต่จะเกี่ยวพันกับคนมากหน้าหลายตา ต่อให้เป็นคนที่ไม่ได้เล่นด้วย นางก็ต้องยั่วยวนเย้าแหย่ทำไมแม่ม่ายหลิวถึงพูดขึ้นในเวลา