บนึกในใจ ถ้าอีกหน่อยคนอย่างจางอวี่หมินไปอยู่บ้านสามีแล้วยังโอหังแบบนี้ เหอะ…..ได้เจอดีแน่!
แม่โจวเดินตามจางซิ่วเอ๋อไปสามสี่ก้าว เห็นว่าไม่มีใครได้ยินแล้วก็เอ่ยขึ้น “ซานหยาเป็นอะไร?”
น้ำเสียงของแม่โจวยังสงบเป็นปกติอยู่ ไม่ใช่ว่านางไม่เป็นห่วง แต่เมื่อครู่นี้จางซิ่วเอ๋อพูดว่าซานหยาหิวจนเป็นลม จะเป็นไปได้อย่างไรกัน? หลายวันมานี้ซานหยากินดีอยู่ดียิ่งกว่าตอนปีใหม่เสียอีก!
จางซิ่วเอ๋อจึงรีบบอก “ท่านแม่ ท่านไม่ต้องเป็นห่วง ซานหยาสบายดี ข้ามาหาท่านแม่เพราะที่บ้านตุ๋นปลาไว้ ของแบบนี้ไม่สะดวกเอากลับมา ก็เลยมาเรียกท่านไปกินด้วยกัน ถ้าข้าบอกตรง ๆ ว่าเรียกไปกินข้าว ท่านว่าจางอวี่หมินจะยอมให้มาเหรอ?”
แม่โจวได้ฟังก็ยิ้ม “เจ้าเด็กนี่ จางอวี่หมินเป็นอาสาวเจ้านะ เจ้าไปเรียกชื่อนางแบบนั้นได้อย่างไร?”
คำพูดแม่โจวเหมือนจะสั่งสอนจางซิ่วเอ๋อ แต่ในน้ำเสียงมีความขบขันไม่ได้ตำหนิเท่าใดนัก
จางซิ่วเอ๋อทำเสียงฟึดฟัด “ก็ท่านแม่เป็นพี่สะใภ้นางแท้ ๆ แต่นางก็ยังชี้นิ้วสั่งนี่เจ้าคะ?”
“เจ้าจะไปเอาอย่างนางได้อย่างไร?” น้ำเสียงแม่โจวจริงจังขึ้น
จางซิ่วเอ๋อรีบบอก “แม่ ข้าไม่ได้เอาอย่างนาง ข้าแค่ไม่ดูถูกคนอื่นเหมือนนาง”
แม่โจวไม่ได้เถียงอะไรกับคำพูดจางซิ่วเอ๋อ นางเองก็ไม่ชอบจางอวี่หมิน
โต๊ะถูกซ่อมไปบ้างแล้ว บัดนี้ตั้งอยู่ในลานบ้านกว้างขวาง อ่างไม้ใส่เนื้อปลาไว้เต็มหม้อถูกตั้งอยู่บนโต๊ะ ตอนชุนเถาตุ๋นปลานั้นก็ได้ใส่เครื่