ายเป็นแม่ม่ายทั้งที่ไม่ได้ทำอะไร ข้าเองก็ทุกข์ทนในใจ….” จางซิ่วเอ๋อเช็ดน้ำตา ก่อนจะเงยหน้ามองแม่หลิน “ท่านป้าหลิน ข้าไม่เคยอยากมีเรื่องกับท่าน แต่ทำไมท่านต้องบีบคั้นกันขนาดนี้ด้วย ต่อให้ข้าเป็นแม่ม่าย แล้วสตรีทุกคนที่สามีตายก็ต้องเป็นสตรีชั้นต่ำกันหมดอย่างนั้นหรือ? พวกนางสมควรโดนดูถูกหรือ?”
จางซิ่วเอ๋อพูดมาถึงตรงนี้ก็ทุบเกวียน น้ำเสียงแสดงความเสียใจ “ข้าเพิ่งจะอายุสิบห้า เพิ่งจะบรรลุนิติภาวะ พอแต่งเข้าตระกูลเนี่ยได้ไม่นานก็กลายเป็นแม่ม่าย รู้สึกทุกข์ทรมานใจเหลือเกิน”
“เมื่อก่อนข้าเคยฆ่าตัวตายเพราะหาทางออกไม่ได้ ทว่าตอนนี้อยากจะมีชีวิตอยู่ต่อไป ต่อให้ไม่ใช่เพื่อตัวเองก็ต้องอยู่เพื่อชุนเถา แต่ตอนนี้ดูแล้วข้าอยู่ไปก็เท่านั้น ข้าว่าข้าตายไปเสียดีกว่าจะได้จบ ๆ พาชุนเถาไปตายด้วยกัน จะได้ไม่ต้องมีใครมาว่าพวกเราว่าเป็นแม่ม่ายกับคนเอ๋อ!”
“ฮือ ๆๆๆ…..”
จางซิ่วเอ๋อร้องไห้ไปทุบเกวียนไป
ทุกคนเห็นภาพนี้ก็อดปวดใจไม่ได้
พวกเขาเพิ่งจะรู้สึกตัวในเวลานี้เองว่าที่จริงจางซิ่วเอ๋อเป็นเพียงแม่นางน้อยที่เพิ่งบรรลุนิติภาวะ ต้องกลายมาเป็นแม่ม่ายและพาน้องสาวตัวเองออกจากบ้าน พวกนางต้องใช้ชีวิตลำบากขนาดไหนกัน?
สตรีผู้หนึ่งบนเกวียนเห็นจางซิ่วเอ๋อเป็นแบบนี้ก็นึกเห็นใจ จึงเข้ามาใกล้
นางคือจวี๋ฮวา สะใภ้ที่เพิ่งแต่งเข้าบ้านตระกูลจ้าว
“ซิ่วเอ๋อ เจ้าอย่าร้องไห้ไปเลย เจ้ายังสาวยังเยาว์วัย อีกหน่อยยังหาคนดี ๆ แต่งงานได้