เพียงลำพัง ปกติก็หากินด้วยการลากเกวียน
ทุกคนเรียกเขาว่าเฒ่าหลี่
จางซิ่วเอ๋อมาถึงก็ทักทายอย่างมีมารยาท “ท่านปู่หลี่เจ้าคะ”
เฒ่าหลี่มองจางซิ่วเอ๋อและพยักหน้า ก่อนจะเอ่ยขึ้น “จะเข้าเมืองหรือ?”
จางซิ่วเอ๋อยิ้มและยื่นเหรียญให้ “เข้าเมืองเจ้าค่ะ”
เวลานี้ตรงนั้นมีคนอยู่ไม่น้อย ทุกคนมองจางซิ่วเอ๋ออย่างอยากรู้อยากเห็น เห็นได้ชัดว่าแปลกใจกับเรื่องที่จางซิ่วเอ๋อมีเงินนั่งเกวียนเทียมวัวมาก
จางซิ่วเอ๋อทำเป็นไม่รู้สึกถึงสายตาประหลาดใจของคนเหล่านี้
เฒ่าหลี่ใช้เวลาเพียงครู่เดียวก็มัดเกวียนเสร็จ ให้ทุกคนขึ้นไปและลากเข้าไปในเมือง
“ซิ่วเอ๋อ เจ้าเอาอะไรมาด้วยล่ะ” ในที่สุดก็มีคนนึงเอ่ยถามเพราะทนไม่ไหว
จางซิ่วเอ๋อมองคน ๆ นั้น นางเป็นสตรีอายุ 30 ปีนิด ๆ สวมชุดกระโปรงที่ซักจนสีซีด แต่ไม่มีรอยปะบนชุด ดูออกว่าคน ๆ นี้ไม่ได้รวยมาก แต่ก็ไม่ถึงขั้นยากจนนัก
แต่จางซิ่วเอ๋อไม่รู้จริง ๆ ว่าคน ๆ นี้ชื่ออะไร เวลานี้ก็ไม่รู้ว่าตัวเองต้องเรียกอีกฝ่ายอย่างไร จึงได้แต่พูดว่า “นี่เป็นพวกผักป่า ข้าว่าจะเอาไปขายเจ้าค่ะ”
สตรีอีกคนบนเกวียนพูดขึ้นมา ไม่รู้ว่าตั้งใจหรือไม่ “ผักป่าตะกร้าเดียวจะขายได้สักเท่าไหร่เชียว โชคไม่ดีต้นเดียวก็ขายไม่ได้ ยังไม่ได้ค่าเกวียนคืนเลย”
จางซิ่วเอ๋อสัมผัสได้ถึงความแดกดันในน้ำเสียงของคน ๆ นี้ “เมื่อวานข้าฝ่าฝนไปขุดผักป่า ไม่ทันระวังเลยล้มขาพลิก ชุนเถาเป็นไข้นิดหน่อย ข้าจึงตัดสินใจจะไปซื้อยาในตัวเม