้วยความยากลำบากของที่บ้านอีก!” แม่เฒ่าจางพูดอย่างโมโห
“เลี้ยงข้าจนโตด้วยความลำบากเหรอ? ข้าตื่นเช้ากว่าไก่ นอนดึกกว่าหมา อยู่เป็นวัวเป็นควายให้บ้านนี้มาตั้งนาน ข้าก็ยอมทุกอย่าง เพราะอย่างไรเสียข้าก็เป็นคนตระกูลจางคนหนึ่ง” จางซิ่วเอ๋อเอ่ยเสียงเย็น และทำหน้าจริงจังขณะเอ่ยต่อ “แต่ท่านย่าจะมาใส่ร้ายข้าแบบนี้ไม่ได้ ท่านเป็นย่าข้า ข้าเคารพท่าน แต่ข้าจะไม่ยอมชื่อเสียงป่นปี้กับเรื่องนี้แน่ หลังจากชุนเถาหายดีแล้วก็จะต้องแต่งงานกับผู้อื่น! ดังนั้นเรื่องนี้เราต้องพูดกันให้รู้เรื่อง!”
หากปะทะกับแม่เฒ่าจางตรง ๆ ในยุคสมัยที่ให้ความสำคัญกับการกตัญญูล่ะก็ นางคงไม่จบดีแน่
แต่ถ้าพูดว่าทำไปเพื่อน้องสาว ถึงได้มาปะทะถกเถียงเรื่องพวกนี้กับแม่เฒ่าจาง ก็ถือว่ายังพอเข้าใจได้อยู่
“อย่างนั้นท่านย่าจงบอกมาสิ ว่าข้าเอาเหรียญจากบ้านไปเท่าไหร่” จางซิ่วเอ๋อถามเสียงดัง
“เรื่องนั้น….” แม่เฒ่าจางชะงัก นางพูดมั่วมาตั้งแต่แรก จะไปรู้จำนวนแน่ชัดได้อย่างไร?
“ท่านย่า หากว่าตามที่ท่านพูดแล้ว บ้านเราจนขนาดนั้น ท่านมีเงินอยู่กี่เหรียญก็ย่อมต้องรู้จำนวนที่แน่ชัดไม่ใช่หรือ?” จางซิ่วเอ๋อถามกลับ
แม่เฒ่าจางลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ตอนแรกนางกะจะบอกว่ามีแค่ไม่กี่สิบเหรียญ แต่ตอนนี้กลับมีความคิดใหม่ในใจ นางกลอกตาไปมาก่อนจะเอ่ยขึ้น “บ้านเราหายไปทั้งหมด 500 เหรียญ ครึ่งตำลึงเงินเลยนะ!”
จางซิ่วเอ๋อมองแม่เฒ่าจางด้วยรอยยิ้มจาง ๆ “ท่านย่าจะบอกว