ง ๆ แล้วไม่รู้เหรอคะ?” เสินจื่ออี้มองเสินจั้นอย่างสงสัย และถามต่อเสินจั้นมองไปทางอื่น น้ำเสียงเริ่มมีความไม่พอใจ “ฉันบอกว่าไม่รู้ก็คือไม่รู้”แววตาของเสินจื่ออี้ฉายแววเศร้าสร้อยพี่ชายรู้แน่นอน แต่ไม่ยอมบอกเธอ เป็นเพราะยังไม่ไว้ใจเธอหรือ?ความจริงแล้ว เสินจั้นไม่ได้กังขาเสินจื่ออี้ถึงได้ไม่ยอมบอก แต่เป็นเพราะไม่อยากให้เธอแบกรับภาระเหล่านี้อีกภาระบนบ่าของเธอมากพอแล้ว ตอนนี้เธอยังวุ่นอยู่กับเรื่องของน้องสาว และต้องรับมือกับคนอื่น ๆ อีกเรื่องอื่น ๆ ให้เขาในฐานะพี่ชายรับไปทำเถอะ“อีกเรื่องหนึ่ง หนูอยากถามพี่ชาย” เสินจื่ออี้กัดริมฝีปาก และถามอย่างจริงจัง“ทำไมแต่ก่อนพี่ชายถึงมีอคติกับหนูนัก มีใครพูดอะไรให้พี่ฟังหรือเปล่า…”ขณะที่เสินจื่ออี้พูดจบในตำหนักด้านข้าง เสียงฝีเท้าก็ดังมาจากด้านนอกเสินจื่ออี้หยุดพูดทันที“คุณหนูเสิ่น” เป็นเสียงของคุณป้าไฉ่เสินจื่ออี้และเสินจั้นสบตากัน เธอดึงม่านลง แล้วเดินออกไปข้างนอกคุณป้าไฉ่ยืนอยู่หน้าประตูตำหนักด้านข้าง “วันนี้รัชทายาทมีภารกิจมาก อาจจะกลับมาช้าหน่อย คุณหนูทานอาหารกลางวันก่อนเถอะ”เสินจื่ออี้ยิ้มพยักหน้า เดินออกมาพร้อมกับขวางสายตาของคุณป้าไฉ่ไว้คุณป้าไฉ่ก็รู้กาลเทศะ ไม่ได้พยายามมองเข้าไปในตำหนักแต่อย่างใดระหว่างเดินไปที่วังหยูฮวากับเสินจื่ออี้ คุณป้าไฉ่ถามขึ้นลอย ๆ “ได้ยินว่าคุณหนูเสิ่นออกไปเดินเล่นวันนี้”คำพูดที่เหนือความคาดหมาย ทำให้แววตาเสินจื่ออี้