หล่ของเธอสั่นเล็กน้อยเสียงสะอื้นของเธอท่ามกลางสายฝนเบามาก แต่เสี่ยวเสวียนฉีก็ยังได้ยินใต้ศาลาพัก ราวกับมีคนถอนหายใจเบาๆเสี่ยวเสวียนฉีลุกขึ้นย่อตัวลงตรงหน้าเธอ“ในเมื่อเจ็บก็ไม่ต้องนวดแล้ว ขึ้นมา”เสินจื่ออี้ดวงตาวูบไหว แต่ไม่ได้ขยับก้าวเสี่ยวเสวียนฉีไม่มีความอดทนมากนัก คิ้วขมวดเข้าหากัน เขาดึงตัวเธอมาแล้วแบกขึ้นบนหลัง“ฝนเบาลงแล้ว เราจะส่งเจ้ากลับ”ตลอดทางกลับไปยังวังหลีเยว่ ทั้งสองคนไม่ได้พูดอะไรกันอีกเสินจื่ออี้ไม่ต้องการอยู่ใกล้เขามากเช่นนี้ หากเป็นยามปกติ ถึงแม้จะถูกเขาบังคับให้แบกก็ตาม เธอก็จะเว้นระยะห่างไว้แต่วันนี้ เป็นเพราะบาดเจ็บและถูกฝนก็เป็นได้ ร่างกายของเธอรู้สึกหนักจริงๆสมองก็ยิ่งมึนงง เธอทนไม่ไหวจริงๆ จึงพิงลงบนหลังของเขาโดยตรงในชั่วขณะที่รู้สึกว่าเธอโน้มตัวเข้ามาใกล้เอง เสี่ยวเสวียนฉีแข็งทื่อไปเล็กน้อย มุมปากที่เรียบตรงในความมืดพลันคลี่ออกเป็นรอยยิ้มที่ไม่ได้เห็นมานานเขาใช้มือทั้งสองค่อยๆ ยกตัวเธอขึ้นเล็กน้อย กอดคนบนหลังแน่นขึ้นหลายครั้ง การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในรายละเอียดเล็กๆ โดยไม่มีเสียงใดๆ ไม่ต้องใช้คำพูดใดใดเหมือนกับหัวใจของพวกเขาทั้งสองที่แนบชิดกันในตอนนี้ ดูเหมือนจะทำลายกำแพงทุกอย่างที่เคยมีมาก่อนทั้งสองไม่พูดอะไรอีก ทุกอย่างเงียบมากแม้แต่ม่านฝนที่ตกต่อเนื่องในความมืก ก็กลายเป็นฉากหลังของพวกเขาทั้งสองแต่ฝนยามราตรีที่ไร้เสียงในขณะนี้ กลับยิ่งกว่าคำพูดนับพันเส้นทางท