หนักลงเรื่อยๆ หลินถิงสะบัดศีรษะกับบ่าให้เกล็ดหิมะร่วงหล่น พลางเอ่ย “พอแล้ว เข้าเรือนไปดื่มชาสักถ้วยเถิด อย่ายืนอยู่กลางลานเช่นนี้ เดี๋ยวก็หนาวจนล้มป่วย”เขากลับไม่สนใจหิมะที่เกาะกาย “ไม่เข้าแล้ว ข้าจะออกนอกเมืองวันนี้ ขึ้นเรือออกจากเมืองหลวง ไม่มีเวลามานั่งดื่มชาหรอก”หลินถิงเบิกตากว้าง “จินอันไจ้ เจ้าร้อนรนไปเกิดใหม่หรืออย่างไร ต้องรีบไปถึงเพียงนี้ อยู่ต่ออีกสักวันไม่ได้หรือ?ท่านแม่ของข้ายังอยากทำกับข้าวเลี้ยงเจ้าอยู่เลย”นางนึกว่าเขาจะไปในวันรุ่งขึ้น ไม่ใช่วันนี้ แถมยังเร่งรีบ มาเพียงครู่เดียวก็จะจากไปสีหน้าของจินอันไจ้พลันอ่อนโยนลง “ข้าเพียงอยากรีบกลับไปพบพระมารดา”เพื่อบอกนางว่า… แค้นนั้น เขาชำระแล้วครั้นได้ยินเขาเอ่ยถึงมารดา หลินถิงก็เข้าใจความรู้สึกเร่งร้อนของเขาในทันที “เช่นนั้น… ข้าขออวยพรให้เจ้าเดินทางโดยสวัสดิภาพ” นางเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนพลันนึกขึ้นได้ ถามถึงเรื่องราวของฮ่องเต้องค์ใหม่นางรู้ดีว่าเซี่ยชิงเหอมิได้มีความทะเยอทะยาน หากแต่แม่ทัพใหญ่นามกุ้ยซูที่อยู่ข้างกายเขากลับทะเยอทะยานนักครั้งนี้เป็นพวกเขาที่ลงมือก่อการกบฏก่อน แต่บัลลังก์กลับตกไปอยู่ในมือท่านโหวเซ่ออัน เช่นนั้นแล้วกุ้ยซูจะยอมได้หรือ?ย่อมไม่มีทางยอม หลินถิงคิดในใจจินอันไจ้ครุ่นคิดชั่วครู่ก่อนเอ่ย “นี่เป็นสิ่งที่คุณชายห้าเซี่ยได้ตกลงกับท่านโหวเซ่ออันไว้เนิ่นนานแล้ว ต่อให้มีผู้ใดขัดขวาง ก็ไม่อาจก่อคลื่นลมใหญ่โตขึ้