นมาได้”การตัดสินใจเฉียบขาดของเซี่ยชิงเหอในเรื่องนี้ ทำให้หลินถิงมองเขาใหม่ด้วยสายตาที่ต่างออกไป เดิมนางคิดว่าถึงแม้เขาไม่เต็มใจแย่งชิงอำนาจ แต่ก็ต้องยอมเดินไปตามเส้นทางที่กุ้ยซู ผู้เปรียบเสมือนบิดาของเขาปูเอาไว้ หาได้คาดไม่ว่าเขาจะเลือกขัดขืนด้วยวิธีเช่นนี้หลินถิงล้วงผิงกั่วอกมาจากแขนเสื้อ กัดกินไปพลางเอ่ยถาม “ใต้เท้าอิ้งมิใช่หวังให้เจ้าขึ้นเป็นฮ่องเต้หรอกหรือ?”จินอันไจ้กดสายตาลงต่ำ เอ่ยเสียงเรียบ “ข้าอยากมีชีวิตเพื่อตัวข้าเอง มิปรารถนาจะถูกพันธนาการอยู่ในเมืองหลวงที่เต็มไปด้วยเล่ห์กล ชีวิตเพียงเหลือบมองก็รู้ปลายทาง”“เช่นนั้น วันหน้าเจ้าจะไม่กลับมาเมืองหลวงแล้วหรือ?”เขาหมุนข้อมือเบาๆ ดาบเหล็กหนักอึ้งกลับเบาดุจขนนกในฝ่ามือ “เรื่องวันหน้า… ไว้ถึงวันนั้นค่อยว่ากัน ข้าเองก็ยังมิอาจรู้ว่าจะกลับมาอีกหรือไม่”หลินถิงเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวด้วยแววตาจริงจัง “หากวันหน้าเจ้ากลับมาแล้วมิได้มาหาข้า หากข้าล่วงรู้เข้าจะไม่ปล่อยเจ้าไว้แน่”จินอันไจ้แค่นหัวเราะเยาะ “วรยุทธ์ต่ำต้อยเช่นเจ้า มีหรือจะทำอันใดแก่ข้าได้?”นางทำท่าจะพุ่งเข้ามาอัดเขาเสียให้เข็ด แต่เขาเพียงปรายตามองต้วนหลิงซึ่งยืนอยู่ไม่ไกล รอให้สนทนาจบ จากนั้นเงยหน้ามองท้องฟ้า“อีกหนึ่งชั่วยาม เรือก็จะออก ข้าต้องกลับไปเอาสัมภาระที่หอหนังสือ แล้วไปยังท่าเรือด้านนอกเมือง… หากมีวาสนาคงได้พบกันอีก”“เพ้อเจ้อ! ถึงไร้วาสนา ข้าก็จะไปหาเจ้าอยู่ดี” หล