นางอีกครั้งเท่านั้นเฝิงฮูหยินถอนหายใจอย่างจนใจ “เหตุใดเจ้าจะต้องทำสิ่งที่เกินความจำเป็นเช่นนี้ด้วยเล่า…”ในยามปกติ บุตรชายผู้นี้เด็ดขาดแน่วแน่ ห้าวหาญเฉียบขาด มิรู้จักลังเลสักน้อย แต่เมื่อต้องเผชิญกับเรื่องของหลินถิง เหตุใดจึงกลายเป็นผู้ลังเลอ่อนแอถึงเพียงนี้“นี่มิใช่เรื่องเกินจำเป็น”ต้วนหลิงยังคงกุมมือนางไว้ อีกมือค่อยๆ จัดแต่งปิ่นประดับบนเกล้าผมของหลินถิง มิได้ยอมถอยแม้ครึ่งก้าวท่านต้วนผู้เฒ่าแทรกขึ้นด้วยน้ำเสียงขุ่นเคือง “หากไม่ใช่เรื่องเกินจำเป็น แล้วจะเรียกสิ่งใด? ข้ารู้เจ้าทุกข์ใจ แต่พวกเราล้วนทุกข์ใจมิแพ้กัน หากเจ้าดื้อรั้นเช่นนี้ต่อไป วันนี้อย่าได้คิดไปส่งศพเลย!”เฝิงฮูหยินเหลียวมองสามี แววตาดุดันประหนึ่งเปลวเพลิง “พวกเขาเป็นสามีภรรยากัน จะให้เขาไม่ไปส่งศพนางได้อย่างไร”ท่านต้วนผู้เฒ่าจำต้องเงียบเสียงลง เฝิงฮูหยินหันกลับมากวาดตามองผู้คนที่มาร่วมงานศพ เอ่ยเสียงอ่อนลงเหมือนเกลี้ยกล่อม“จื่ออวี่ วันนี้คือวันครบเจ็ดวันของเล่ออวิ๋น วิญญาณนางจะย้อนกลับมาในวันนี้ ปล่อยให้นางได้พักผ่อนอย่างสงบเถิด”ต้วนหลิงจัดแต่งปิ่นเรียบร้อยแล้ว ลูบไล้ลงบนใบหน้านวลที่ไร้ลมหายใจ เอ่ยเบาราวกระซิบ “ให้หมอมาจับชีพจรเสียก่อน แล้วค่อยส่งศพ”ท่านต้วนผู้เฒ่าโกรธลมแทบพุ่ง “ข้าอยากดูนักว่าใครบังอาจก้าวขึ้นมาแม้ครึ่งก้าว!”ฐานะผู้นำสกุล เขาไม่อาจทนเห็นพิธีศพถูกทำให้เสื่อมเสีย แต่แล้วเพียงชั่วพริบตา ข้อมือของต้วนหล