งมิมีความสงบสุขอีกหรือ?”สำหรับผู้สูงวัยเช่นเขา สิ่งสำคัญที่สุดคือความเรียบร้อยของพิธีกรรมยามสิ้นลมหายใจ แต่ต้วนหลิงกลับมิได้ฟังแม้ครึ่งคำ เพียงกล่าวกับเหล่าหมอเสียงอ่อนโยน“จับชีพจรให้นาง”บรรดาหมอล้วนเหงื่อซึมทั่วแผ่นหลัง ไม่เคยประสบเรื่องเช่นนี้มาก่อน แต่เช้าก็ถูกทหารองครักษ์ลากมาให้จับชีพจรแก่สตรีที่กำลังจะฝังในวันที่เจ็ดความกลัวหาใช่เรื่องอัปมงคลไม่ ทว่ากลับเพราะมิรู้จะเชื่อฟังใคร เบื้องหนึ่งคือรองผู้บัญชาการองครักษ์เสื้อแพรอีกเบื้องหนึ่งก็คือผู้เป็นบิดา หากขัดใจฝ่ายใดก็ย่อมมีสิทธิ์สิ้นชีวิตได้ในพริบตาบรรดาหมอจึงได้แต่หันสายตาขอความช่วยเหลือไปยังเฝิงฮูหยิน ผู้ซึ่งบำเพ็ญเพียรสวดมนต์มาเนิ่นนาน“ฮูหยิน…”เฝิงฮูหยินย่อมรู้ดีว่าพวกเขาลำบากใจ หากแม้นไม่เอ่ยถาม นางก็มิอาจนิ่งเฉยได้อยู่แล้ว“จื่ออวี่ เหตุใดเจ้าจึงอยากให้หมอมาจับชีพจรเล่ออวิ๋น หรือว่าเจ้าถึงตอนนี้ยังเชื่อว่านางยังมีชีวิตอยู่?” เฝิงฮูหยินเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ก้าวพ้นท่านต้วนผู้เฒ่าเข้ามาตรงหน้าเขาเพราะการให้คนภายนอกแตะต้องร่างผู้ล่วงลับก่อนฝัง ย่อมถือว่าเป็นการรบกวนดวงวิญญาณ มิเป็นที่เคารพต่อผู้ตาย ดังนั้นนางจึงอยากให้เขาใคร่ครวญอีกครั้งแต่ต้วนหลิงเพียงกล่าวด้วยน้ำเสียงสงบ “ข้าเพียงอยากให้หมอจับชีพจรให้นาง…ครั้งสุดท้าย”แม้ตัวเขาเองก็สามารถจับชีพจรได้ ทราบดีว่านางไร้ลมหายใจแล้ว ทว่าเขาเพียงอยากให้หมอเหล่านี้เป็นพยานยืนยันให้