หากเขาคิดจะทำ ก็จำต้องปกปิดเร้นลับ มิอาจให้ผู้คนล่วงรู้ได้สายตาทุกคู่พลันหันมองต้วนหลิงเขาหันศีรษะไปทางด้านนอกโรงพิธีศพ เอ่ยเสียงเรียบว่า “เข้ามาเถิด”สิ้นเสียงทันใด เหล่าทหารกององครักษ์เสื้อแพรก็พาหมอหลวงหลายคนเดินฝ่าฝูงชนเข้ามาผู้คนทั้งหลายต่างงุนงง มิอาจเข้าใจความหมายได้ เฝิงฮูหยินเช็ดน้ำตาบนใบหน้า ก้าวออกมาถามด้วยเสียงสั่นเครือ“จื่ออวี่ วันนี้เป็นวันส่งศพเล่ออวิ๋น เจ้าเรียกหมอมาทำสิ่งใดกันหรือ?”ต้วนหลิงเพียงจับมือหลินถิงขึ้นมา ราวกับกล่าวเรื่องธรรมดาสามัญ “ให้พวกเขามาจับชีพจรให้นาง”สิ้นคำ ทุกผู้คนก็ฮือฮาในทันใด จับชีพจรให้คนตายหรือ? ชีพจรของคนตายมิใช่ดับสิ้นไปนานแล้วหรือไร? ทุกคนล้วนคิดว่าต้วนหลิงเมื่อถึงวันครบรอบเจ็ดวันแห่งการสิ้นชีพ ก็ยังไม่ยอมเชื่อว่านางจากไปแล้วจริงๆผู้ที่เคยชินต่อความความตายอย่างทหารองครักษ์เช่นเขา กลับไม่อาจยอมรับการตายของภรรยา… ความคิดเช่นนี้ทำให้ทุกผู้คนอดมิได้ที่จะถอนหายใจอย่างเวทนาท่านต้วนผู้เฒ่าก้าวออกมาพูดด้วยน้ำเสียงเข้มขึง “จื่ออวี่ ถึงเวลาเริ่มพิธีส่งศพแล้ว เจ้าอย่าได้ก่อความวุ่นวายอีกเลย”เขาเองก็ได้ยินเรื่องที่ต้วนหลิงลงไปนอนในโลงศพร่วมกับร่างไร้วิญญาณของหลินถิงทั้งคืน จึงเห็นว่าเพราะโศกศัลย์เกินทานทน ทำให้สติปัญญาคลอนแคลน จึงเอาแต่ทำเรื่องประหลาดเหล่านี้ท่านต้วนผู้เฒ่ายกมือห้ามไม่ให้หมอเข้าใกล้ เอ่ยเสียงดุดัน “เจ้าคิดจะให้เล่ออวิ๋นตายไปทั้งที ยั