ืนนางที่ยอมพักผ่อนตอนกลางวันก็เพื่อให้คืนนี้ยังพอมีเรี่ยวแรง หากต้องเฝ้าอยู่คนเดียวทั้งคืน เกรงว่าร่างกายจะทนไม่ไหว แล้วเป็นลมล้มไปเสีย จะเสียหายยิ่งนักแต่ต้วนหลิงหาได้ขยับไปไหน “ไม่จำเป็นหรอกท่านแม่”เห็นดังนั้นหลี่จิงชิวก็ไม่ฝืนใจเขา นั่งลงเคียงข้าง เพื่ออยู่เฝ้าศพด้วยกันหลังผ่านไปหนึ่งวันหนึ่งคืน หลี่จิงชิวคล้ายเริ่มจะยอมรับความจริง ว่าหลินถิงจากไปแล้ว ถึงจะมิได้ยอมรับโดยสิ้นเชิง แต่นางก็หวั่นใจว่าหากบุตรสาวรับรู้ได้จริงดังที่เฝิงฮูหยินกล่าวไว้ ย่อมไม่อยากเห็นมารดาคร่ำครวญร่ำไห้ จึงพยายามเก็บงำความโศกเอาไว้ในอกสายลมจากนอกศาลาพัดลอดเข้ามา สะกิดปิ่นหยกบนเกล้าผมต้วนหลิง กระดิ่งเล็กที่ห้อยอยู่พลันดังกรุ๋งกริ๋ง แว่วใสกังวานราวท่วงทำนองแห่งสรวงสวรรค์ในความเงียบสงัดนั้น หลี่จิงชิวฟังเสียงกระดิ่งชัดเจน พลันเอ่ยเบาๆ “แม่จำได้ว่า เล่ออวิ๋นเคยมอบกวานหยกให้เจ้าในวันเกิด ใช่กวานนี้หรือไม่”ต้วนหลิงรู้สึกถึงกระดิ่งที่สั่นสะเทือนอยู่บนศีรษะ มือที่กำลังหย่อนกระดาษเงินชะงักค้างกลางอากาศ ก่อนตอบสั้นๆ “ใช่ขอรับ”หลี่จิงชิววางกระดาษเงินสองสามแผ่นลงในอ่างไฟ แล้วเอ่ยขึ้นมาอย่างไม่อาจกลั้นความคิด “เงินทองข้าวของเล่ออวิ๋นเห็นค่าเหนือสิ่งใด นางแทบไม่เคยใช้เงินทองเพื่อผู้อื่น แต่กลับยอมเสียเงินมากมายทำกวานหยกให้เจ้า…”แม้หลินถิงจะไม่เคยตระหนี่ต่อการใช้เงินทองกับหลี่จิงชิว แต่ก็ไม่เหมือนกันอยู่ดี เพราะหลี่จิง