ชิวคือมารดาของนาง ส่วนต้วนหลิง…ยามนั้นยังมิได้แต่งกับหลินถิง สำหรับคนทั้งสอง เขายังคือ “คนนอก”ต้วนหลิงเอ่ยเสียงเรียบ “ข้ารู้แล้ว”หลี่จิงชิวกลั้นเสียงสะอื้น พูดพลางน้ำตาเอ่อ “จริงๆ แล้วนี่เป็นครั้งแรกที่ข้าเห็นนางเอาใจใส่ใครสักคนมากถึงเพียงนี้” นางรีบยกแขนเสื้อเช็ดน้ำตาอย่างลวกๆ แล้วเหลือบไปทางโลงศพ ราวเกรงว่าหลินถิงจะได้ยิน “เล่ออวิ๋น…นางชอบเจ้านัก”ต้วนหลิงบีบกระดาษเงินในมือแน่นขึ้น ตอบเพียงเบาๆ “อืม”หลี่จิงชิวแหงนหน้ามองเพดาน พยายามกลืนหยาดน้ำตากลับเข้าไป “ไม่รู้ว่าเมื่อต้องเดินเดียวดายบนเส้นทางสู่แดนปรโลกเล่ออวิ๋นจะเหงาบ้างหรือไม่ เด็กคนนี้ไม่เคยกลัวสิ่งใด แต่สิ่งเดียวที่นางหวั่นเกรงคือ…ความเหงา”ภาพในหัวนางล้วนเต็มไปด้วยหลินถิง “เมื่อก่อนหากอยู่ในจวน หากไม่มัวหมกมุ่นกับสิ่งแปลกประหลาด ก็จะหาคนมานั่งคุย หากไร้ผู้ใดอยู่เป็นเพื่อน นางก็จะเหงาเอาง่ายๆ”ความเสียใจพลันกัดกินใจหลี่จิงชิว นางเสียใจนักที่ไม่ได้ปฏิบัติกับหลินถิงให้ดีกว่านี้ มักเอาแต่เอ็ดดุอยู่เสมอเปลวไฟในอ่างเผากระดาษสะท้อนแสงขึ้นบนใบหน้าของต้วนหลิง แต่ส่องได้เพียงครึ่งเดียว อีกครึ่งยังคงจมลึกอยู่ในเงามืด ประหนึ่งกำลังถูกปีศาจกลืนกิน เขาหันไปมองโลงศพอีกครา ครั้นหันกลับมานั่ง กลับหันหลังให้กองไฟในอ่างทำให้ทั้งใบหน้าต้องตกอยู่ในเงามืดสนิทสายตาของเขายังคงสงบ น้ำเสียงไม่เปลี่ยนแปลง อ่อนโยนราวกับลมราตรี “นาง…จะไม่เหงา”หลี่จิงชิว