พยักหน้าเบาๆ “จริงด้วย…เล่ออวิ๋นเป็นคนเช่นนั้น เห็นใครก็ชวนพูดจา นางคงไม่เหงา” แม้จะเอ่ยดังนั้นแต่หัวใจยังมิอาจวางวาย นางจึงหยิบเอาตุ๊กตากระดาษสองสามตัวมาจุดไฟเผา หวังให้มันไปอยู่เป็นเพื่อนบุตรสาวต้วนหลิงไม่ได้กล่าวสิ่งใดอีกขณะหลี่จิงชิวกำลังเผากระดาษนั้น เฝิงฮูหยินเดินเข้ามา มือถือถาดอาหารมาเอง นางได้ยินจากบ่าวไพร่ว่าตลอดทั้งวันต้วนหลิงไม่ได้แตะต้องอาหารแม้แต่น้อย น้ำก็ยังมิได้ดื่มสักหยดเฝิงฮูหยินนำถาดไปวางบนโต๊ะหิน “จื่ออวี่ เจ้ากินสักหน่อยเถิด”หลี่จิงชิวได้ยินจึงเพิ่งรู้ว่าต้วนหลิงยังไม่ได้กินสิ่งใดเลย จึงเสริมขึ้น “ใช่แล้ว เจ้าต้องกินบ้าง ร่างกายสำคัญที่สุด”ต้วนหลิงมิได้ปฏิเสธ ครั้นแล้วจึงลุกไปกินอาหารเฝิงฮูหยินเฝ้ามองเขาจนกินหมดสิ้น อาหารที่นางสั่งให้ทำ ล้วนเป็นเมนูโปรดของหลินถิงทั้งนั้น ไม่รู้ว่าต้วนหลิงกินเพราะความหิวจริงๆ หรือเพียงเพราะอาหารเหล่านี้คือสิ่งที่หลินถิงชอบทว่าไม่ว่าเหตุใดก็ตาม… เพียงเขายอมกินบ้าง ก็นับว่าดีแล้วเฝิงฮูหยินสั่งบ่าวให้จัดชาอุ่นหนึ่งกา ครั้นต้วนหลิงกินข้าวเสร็จจึงรินให้เขาหนึ่งถ้วย “เล่ออวิ๋นชอบดื่มชาชนิดนี้นัก เคยถามข้าว่าซื้อมาจากที่ใด อยากจะซื้อเก็บไว้บ้าง เวลาว่างจะได้ให้เจ้าชงให้นางดื่ม”เมื่อนึกถึงเรื่องเก่า แววตาของนางพลันผสานทั้งรอยยิ้มและความโศก “ครั้งนั้นหลิงอวี่ก็อยู่ด้วย นางยังถามเล่ออวิ๋นว่าทำไมไม่ชงดื่มเอง นางกลับหัวเราะตอบว่าไม่อยากเหน