ื่อย ให้โยนภาระไว้กับเจ้านั่นแหละ”ต้วนหลิงรับถ้วยมาดื่มคำหนึ่ง เฝิงฮูหยินจึงค่อยคลายใจ เอ่ยถามอีก “จะดื่มเพิ่มอีกสักถ้วยหรือไม่”“พอแล้วขอรับ” เขาวางถ้วยลงด้วยสีหน้าไร้แวว ก่อนหันกลับไปยังโลงศพเฝิงฮูหยินมิได้รบกวนต่อ นางพาบ่าวไพร่ถอยออกไป ทุกค่ำคืนไม่จำเป็นต้องมีผู้เฝ้ามากนัก เพียงหนึ่งหรือสองคนก็พอแล้ว นางตั้งใจว่าคืนพรุ่งนี้จะมาเฝ้าพร้อมท่านต้วนผู้เฒ่าหลี่จิงชิวมองส่งเฝิงฮูหยินจนลับสายตา แล้วแหงนหน้ามองเพดาน กลั้นน้ำตาไว้ แต่ก็ยังมีหยดน้ำอุ่นเอ่อคลอเล็ดรินออกมาตามหางตาด้านต้วนหลิงยังคงหันหน้าไปทางโลงศพ เขาเอื้อมแตะเส้นแพรหลากสีที่ข้อมือ พบว่ามันผูกแน่นนัก จนรัดให้ผิวหนังรอบข้างเปลี่ยนสีไปแล้ว***รุ่งเช้าผู้คนเริ่มทยอยกันมาเคารพศพ คนแรกที่มาถึงคือต้าเสวี่ยหนีเขาก้าวเข้าสู่ห้องโถงตั้งศพอย่างสงบ ก้มคารวะต่อหน้าโลงศพสามครั้ง แล้วจึงเดินมายังเบื้องหน้าหลี่จิงชิวกับต้วนหลิง สายตาพลันเห็นร่องรอยบวมแดงรอบดวงตาของหลี่จิงชิว แต่หาได้เอ่ยคำ “ขอให้ท่านทำใจ” ไม่ความเจ็บปวดจากการสูญเสียคนอันเป็นที่รัก เป็นสิ่งที่ไร้ผู้ใดปลอบประโลมได้ ต้าเสวี่ยหนีเคยลิ้มรสมาแล้ว จึงเข้าใจนัก เขาเพียงเอ่ยเรียบๆ ว่า “ฮูหยินหลี่”เขารู้จักหลินถิงดี จึงไม่แปลกที่รู้สถานะของหลี่จิงชิว“ขอบคุณท่าน” หลี่จิงชิวพยักหน้ารับ นางจำได้ดีว่าหลินถิงเคยเล่าให้ฟังว่าต้าเสวี่ยหนีสนิทสนมกับต้วนหลิงคราวก่อนยังเคยมอบโสมร้อยปีมาให้เขาขม