วดคิ้วเล็กน้อย “ขอบคุณข้า…ด้วยเหตุใด”หลี่จิงชิวก้มตัวคารวะ “เล่ออวิ๋นเคยบอกว่าใต้เท้าส่งโสมร้อยปีมาให้ นางแม้มิได้รับไว้ แต่…แต่ตอนนี้นางก็จากไปแล้ว ถึงอย่างไรน้ำใจของท่าน พวกเราก็ซาบซึ้งยิ่งนัก”ต้าเสวี่ยหนีไม่อยากรับการคารวะ รีบยื่นมือออกไปหมายจะพยุง แต่พอเกือบสัมผัสถึงกลับชักมือกลับมา “ท่านสุภาพเกินไปแล้ว”ต้าเสวี่ยหนีมิได้อยู่ต่อเนิ่นนาน เพียงครู่เดียวก็ลุกจากไปนับแต่ย่างก้าวเข้ามาจนกลับออกไป เขาไม่ยอมปรายตาไปยังโลงศพแม้สักครึ่งสายตา มิปรารถนาเห็นร่างไร้วิญญาณของหลินถิง หากแต่อยากเก็บไว้เพียงภาพในความทรงจำ……ภาพหญิงสาวผู้ช่างเจรจา เฉลียวฉลาด ปากกล้าโต้เถียงเขาแทนต้วนหลิงอย่างไม่เกรงกลัวครั้นถึงยามเที่ยง ผู้มาร่วมเคารพศพก็ยิ่งมากขึ้น ทุกผู้คนล้วนไม่ต่างกัน มักเอ่ยถ้อยคำ “โปรดทำใจเถิด” ต่อหน้าหลี่จิงชิวและต้วนหลิงจนใกล้พลบค่ำ จินอันไจ้จึงปรากฏตัวเขามาช้าเช่นนี้ก็เพราะไม่อยากเผชิญหน้ากับความจริง ยืดเวลาได้เพียงใดก็ยืดไปเรื่อย จนในที่สุดก็มาถึงยามอาทิตย์อัสดงแสงตะวันยามเย็นอาบฟ้าดุจเปลวเพลิง แต่งแต้มท้องฟ้าเป็นสีแดงฉาน เงาร่างของจินอันไจ้ทอดยาวบนพื้นทุกย่างก้าว เขาเดินเข้าใกล้โลงศพ ก้มกายคารวะสามครั้งอย่างลึกซึ้ง หาได้เอ่ยถ้อยคำปลอบโยนใดไม่เมื่อเสร็จพิธี เขามิได้กลับออกไปทันที หากแต่เอ่ยขึ้นว่า “ท่านต้วน…ขอรบกวนสนทนาด้วยเป็นการส่วนตัวได้หรือไม่”ต้วนหลิงนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้