กห้าม เพราะรู้ดีว่าหลินถิงคือสหายสนิทที่เติบโตมาด้วยกันของนางระหว่างที่ช่วยซับน้ำตาให้ จือหลานก็เผลอเหลือบสายตาไปมองเถาจูที่นั่งอยู่ด้านข้าง นางเพียงเหม่อมองไปยังโลงศพ น้ำตาแห้งเหือด ราวกับมิอาจร่ำไห้ได้อีกต่อไปข้างหีบศพ หลี่จิงชิวเฝ้าเรียกหาบุตรสาวที่ไร้วิญญาณอยู่นาน พลันคว้ามือเฝิงฮูหยินแน่น “ท่านดูหน้าของเล่ออวิ๋นสิ นางยังมีชีวิตอยู่แน่ หมอต้องตรวจผิดไป บุตรสาวของข้ายังไม่ตาย!”เฝิงฮูหยินรู้ดีว่าหลี่จิงชิวไม่อาจรับความเจ็บปวดจากการสูญเสียบุตรได้ นางจึงกล่าวเสียงแผ่ว “คนตายแล้ว ย่อมฟื้นคืนไม่ได้…”“ไม่… เล่ออวิ๋นของข้ายังไม่ตาย ดูหน้าของนางสิ” หลี่จิงชิวส่ายศีรษะอย่างบ้าคลั่ง ดวงตายังตรึงอยู่ที่ร่างหลินถิงน้ำเสียงสะอื้นสั่นเครือแม้หลินถิงสิ้นลมมาแล้วทั้งคืน ใบหน้ากลับยังคงขาวนวลแฝงระเรื่อ มิได้ซีดเซียวเช่นศพผู้อื่น มิปรากฏรอยศพเขียวคล้ำตามธรรมชาติ ครานี้เป็นฤดูหนาว อากาศเย็นจัด ร่างกายไม่เน่าเปื่อยก็ไม่ใช่เรื่องแปลก แต่เหตุใดผิวหน้าของผู้ตายยังคงมีเลือดฝาดเล่าหลี่จิงชิวมิอาจยอมรับความจริง ได้แต่พร่ำพึมพำเสียงแผ่ว “เล่ออวิ๋น… ยังมีชีวิตอยู่”เฝิงฮูหยินประคองร่างที่สั่นสะท้านนั้นขึ้น ใช้ผ้าเช็ดน้ำตาให้ พลางปลอบ “หากเล่ออวิ๋นรับรู้ได้บนสวรรค์ นางเห็นท่านเป็นเช่นนี้ เกรงว่าจะยิ่งปวดร้าวใจยิ่งนัก”หาใช่ว่าเฝิงฮูหยินไม่อยากเชื่อ แต่หลินถิงไร้ลมหายใจทั้งคืน หัวใจหยุดเต้น ร่างกายเย็นเฉียบ หา