กไม่ใช่ความตายแล้วจะเป็นสิ่งใดเล่า ที่สำคัญ หมอทั้งหลายที่มาตรวจต่างก็ยืนยันตรงกันว่านางสิ้นชีพแล้วส่วนสาเหตุที่ใบหน้าของนางยังคงมีสีเลือดฝาดนั้น ก็สุดจะอธิบายได้ ในใต้หล้านี้เหตุอันพิกลย่อมมีอยู่มาก เช่นเดียวกับโรคประหลาดที่นางเคยเผชิญ ก็ไร้ผู้ใดให้คำอธิบายได้แน่นอนว่าลึกๆ แล้วเฝิงฮูหยินเองก็หวังให้หลินถิงยังคงมีชีวิตอยู่ แต่ความจริงก็คือนางตายแล้ว และเป็นสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้หลี่จิงชิวปิดหน้าร้องไห้ สะอึกสะอื้นคร่ำครวญ “หากสวรรค์คิดจะพาตัวใครสักคนไป เหตุใดไม่เอาข้าแทน ข้าอยู่มาครึ่งชีวิตก็เพียงพอแล้ว เหตุใดต้องพรากเล่ออวิ๋นไปด้วย!”แม้ปากพร่ำปฏิเสธ ทว่าในส่วนลึกของใจ หลี่จิงชิวเองก็รู้ดีว่าบุตรสาวสิ้นใจไปแล้วจริงๆเฝิงฮูหยินเข้าใจดี ความเจ็บปวดของการ “ผมขาวส่งผมดำ” นางก็เคยเผชิญมาก่อน เมื่อครั้งต้องส่งบุตรชายคนโต ต้วนหลีเซิงจากไปด้วยมือตนเอง ความเจ็บนั้นนางไม่อยากนึกถึงอีกตลอดชีวิตนางจึงถอนหายใจเบาๆ แล้วกล่าวปลอบ “ท่านมิได้พักทั้งคืนแล้ว หากยังฝืนต่อไป ร่างกายคงทนไม่ไหว เล่ออวิ๋นย่อมไม่ปรารถนาให้ท่านอ่อนแอเช่นนี้แน่”เมื่อคืนทั้งคู่แทบไม่ได้ข่มตา หลี่จิงชิวเอาแต่ร่ำไห้ เฝิงฮูหยินเองก็ไม่ห่างจากนางเลย เพราะครั้งหนึ่งหลินถิงเคยมาขอร้องไว้ว่า หากตนเองตาย ขอให้เฝิงฮูหยินอยู่เป็นเพื่อนมารดา อย่าให้มารดาต้องเผชิญความโดดเดี่ยวเพียงลำพังเห็นอีกฝ่ายยังคงเงียบงัน เฝิงฮูหยินจึงเอ่ยกล่อมอีกครั้ง