“หากท่านล้มป่วยลง แล้วในวันส่งศพเล่ออวิ๋น มารดาไม่อาจอยู่เคียงข้าง นางจักไม่เศร้าใจยิ่งกว่าหรือ?”คำนี้เองจึงสะกิดหัวใจของหลี่จิงชิว นางพลันสะอื้นเบาลง สติกลับคืนมาเล็กน้อย ใช่แล้ว นางยังต้องอยู่เพื่อส่งบุตรสาวเป็นครั้งสุดท้ายเมื่อเห็นว่านางพอจะมีแรงฮึดขึ้น เฝิงฮูหยินจึงรีบพยุงพาออกจากศาลาตั้งศพ ไปกินข้าวปลาให้พอประทัง แล้วกลับเข้าห้องพักผ่อนต้วนหลิงยังคงเผากระดาษเงินไม่หยุด ควันจากกระดาษเงินและธูปคละคลุ้งอบอวลทั่วห้องโถง หนาทึบราวกับสูบเอาลมหายใจผู้คนไปจนสิ้น ทำให้แทบหายใจไม่ออก ต้วนซินหนิงถึงกับสะอื้นไห้จนหายใจติดขัด พลางเรียกเสียงแผ่วสั่น“ท่านพี่รอง…”เขาไม่แม้แต่จะเงยหน้า เพียงเอ่ยเรียบๆ “ว่ามาเถิด”ต้วนซินหนิงลุกขึ้น เดินไปหยุดตรงหน้าพี่ชาย เอ่ยถามเสียงสั่นระคนวิงวอน “ท่านพี่รอง…บอกข้าเถิด ว่านี่เป็นเพียงความฝัน เล่ออวิ๋นยังมิได้จากพวกเราไปใช่หรือไม่” นางยังเป็นเช่นเดิม เมื่อใดก็ตามที่เผชิญเรื่องไม่อยากยอมรับ ก็มักบอกตัวเองว่านั่นคือความฝันมือที่กำลังกุมกระดาษเงินของต้วนหลิงชะงักไปเล็กน้อย เขาเงยตาขึ้นอย่างเชื่องช้า แล้วกล่าวว่า “นางมิได้จากเราไปไหน” จากนั้นหันไปมองโลงศพ ริมฝีปากเหยียดยิ้มอ่อนโยน “นาง…ยังอยู่ที่นี่มิใช่หรือ”คำตอบนั้นทำให้ต้วนซินหนิงนิ่งค้างไป ก่อนจะปล่อยโฮออกมาอีกครั้ง มืออยากจะทึ้งกระดาษเงินทิ้ง หากก็เกรงจะเป็นการรบกวนหลินถิง จึงทำไม่ลงภาพนั้นบีบหัวใจจือหลานยิ่ง