เสียงฟ้าร้องคำรามขึ้นกะทันหัน ฝนใหญ่เทกระหน่ำลงมาโดยมิได้ให้ตั้งตัว เม็ดฝนสาดซัดกระทบหลังคากระเบื้องเคลือบและดอกไม้ในลาน ร่วงโปรยกลีบสีชาดเกลื่อนพื้นดุจโลหิตสดที่สายฝนก็ชำระมิอาจลบเลือนเพียงชั่วครู่ ฟากฟ้าก็หม่นมัวลง ลมหนาวแฝงไอเย็นของสายฝนพัดฝ่าประตูหน้าต่างที่ปิดสนิท ค่อยๆ ซึมเข้ามากัดกินความอบอุ่นภายในห้องจนหมดสิ้น เหลือไว้เพียงความวังเวงเย็นชาต้วนหลิงสวมเพียงอาภรณ์บางเบา แม้มิได้ปกป้องความหนาวเย็น ทว่าร่างเขากลับไม่รู้สึกสะทกสะท้าน สายตาจับจ้องอยู่ที่หลินถิงบนเตียงเฝิงฮูหยินแม้นแววตาเต็มไปด้วยความกังวล หากท่าทีภายนอกยังฝืนให้สงบนิ่ง “จื่ออวี่ เรื่องนี้มันเป็นเช่นไร?”นางเคยได้ยินมาบ้างว่าต้วนหลิงไม่ว่าพลิกแพลงไปแห่งหนใดก็มักพาหลินถิงติดตามไปด้วย แทบมิพรากจากกันเลย ดังนั้นเรื่องของนาง เขาย่อมต้องรู้ดีกว่าผู้ใดแต่เขากลับมิได้ตอบ เฝิงฮูหยินเห็นดังนั้น จึงหันไปเอ่ยถามท่านหมอแทน “ท่านหมอ โปรดช่วยตรวจให้นางอีกครั้ง”นางมิอาจเชื่อได้ว่าหมอตรวจผิด หลินถิงปกติหาได้เจ็บป่วยบ่อยครั้ง แลดูเป็นเด็กสาวที่ร่างกายแข็งแรงยิ่ง ไฉนจึงถูกกล่าวว่ามีชีวิตอีกไม่กี่วันหมอเองรู้ดีว่าผู้เบื้องหน้าเป็นผู้ใด มิกล้าประมาทแม้แต่น้อย เขาจึงก้มหน้าทำตามดังเฝิงฮูหยินร้องขอ ตรวจชีพจรของหลินถิงอีกครั้ง แต่ผลที่ได้กลับไม่ต่างไปจากเดิมเลย ชีพจรบ่งชัดว่านางสิ้นหวังแล้วท่านหมอได้แต่กัดฟันเอ่ยซ้ำสิ่งที่บอกไปก่อนหน้า เพ