ียงแต่ไม่กล้าให้คำตัดสินเด็ดขาด “หรืออาจเป็นเพราะข้าฝีมืออ่อนด้อยเกินไป หากฮูหยินมิไว้วางใจ ก็สามารถหาหมอฝีมือสูงส่งกว่านี้มาตรวจให้ฮูหยินรองได้”เฝิงฮูหยินข่มตาหลับลงชั่วครู่ ก่อนสั่งบ่าวไพร่ให้พาหมอออกไปท่านต้วนผู้เฒ่าเดินวนอยู่ในห้อง เกรงว่าความกังวลจะกัดกินจิตใจภรรยาจนป่วยลงเสียเอง จึงปลอบว่า “เจ้าอย่าได้วิตกนัก ข้าได้ให้คนออกไปเชิญหมอผู้มีชื่อเสียงในเมืองหลวงมาแล้ว”เขาเดินมาหาภรรยา กุมมือไว้ “หมอผู้นี้ก็มิได้กล่าวหรือ ว่าอาจเป็นเพราะฝีมือเขายังไม่ถึงขั้น หาทางรักษามิได้เจ้าร่างกายไม่แข็งแรงนัก ควรกลับไปพักผ่อนก่อนเถิด มีข่าวคราวสิ่งใด ข้าจะบอกแก่เจ้าโดยทันที”เฝิงฮูหยินมิได้ตอบ เพียงสะบัดมือเขาออกแล้วไปนั่งยังเก้าอี้ใกล้เตียง ตั้งใจรอให้หลินถิงฟื้นขึ้นมา ท่านต้วนผู้เฒ่าเมื่อเห็นดังนั้น ก็หาได้เอ่ยสิ่งใดอีกเนิ่นนาน ต้วนหลิงราวเพิ่งมีปฏิกิริยา เอ่ยขึ้นเสียงต่ำ “ไม่จำเป็นต้องไปหาหมออีกแล้ว”เฝิงฮูหยินเบิกตากว้าง ไม่อยากเชื่อหูตนเอง “เจ้าพูดอะไร? หากเล่ออวิ๋นล้มป่วยจริง เราจะต้องหาหมอมารักษาให้นางมิใช่หรือ?”ต้วนหลิงเพียงก้มลงเกลี่ยผ้าห่มให้หลินถิง “ข้าได้ตามหามาแล้ว ทุกคนล้วนกล่าวตรงกัน ไร้ยารักษา”ท่านต้วนผู้เฒ่าตบโต๊ะดังปัง ลุกพรวดขึ้น “เจ้าบอกว่าหมอทั้งหลายตรวจแล้วรึ? เมื่อใดกัน ไยไม่บอกแก่พวกเรา!อย่าได้คิดว่าการที่เจ้าขึ้นเป็นรองผู้บัญชาการองครักษ์เสื้อแพรแล้ว จะสามารถจัดการได้ทุก