เชิญพวกท่านร่วมสำรับมื้อกลางวันด้วย คุณหนูสามก็จะมาเช่นกัน”หลินถิงพยักหน้ารับแล้วหันก้าวไปทางเรือนของเฝิงฮูหยิน “ได้ พวกเราทราบแล้ว”ต้วนซินหนิงมาถึงก่อนหน้า ครั้นเห็นทั้งคู่ก็รีบลุกขึ้น ตอนนี้นางตั้งครรภ์ได้สี่เดือนแล้ว หน้าท้องเริ่มปรากฏชัด“เล่ออวิ๋น ท่านพี่รอง”เฝิงฮูหยินผู้ไม่ค่อยนำความขุ่นข้องมาแสดงต่อหน้าใคร แย้มยิ้มอ่อนโยนต่อหลินถิง “รีบมานั่งสิ พวกเราไม่ได้กินข้าวพร้อมหน้ากันมานานแล้ว”ทว่าไม่ทันที่หลินถิงจะก้าวถึงโต๊ะ อาการหน้ามืดก็ถาโถม ร่างนางโงนเงนล้มลง โชคยังดีที่ต้วนหลิงคว้าประคองไว้ได้ทันต้วนซินหนิงถึงกับกรีดร้อง “เล่ออวิ๋น!” หากมิใช่เพราะจือหลานรีบเข้าขวาง เกรงว่านางจะถลาออกไปจนพลัดล้มกระทบครรภ์ คงวิ่งตรงเข้าหาหลินถิงไปแล้วแม้แต่สีหน้าของเฝิงฮูหยินก็เปลี่ยนไปทันใด สั่งเสียงเฉียบ “ยังไม่รีบไปตามหมออีก!”ไม่ทันหมดเวลาหนึ่งถ้วยชา หมอก็รีบเร่งมาถึง เหงื่อท่วมทั้งที่อากาศหนาวเหน็บ รีบหยิบผ้าเช็ดหน้าปาดคราบเหงื่อ แล้วก้าวเข้ามาจับชีพจรของหลินถิงที่ถูกต้วนหลิงอุ้มวางบนตั่งครั้นตรวจเสร็จ หมอชะงักสายตา ก่อนสบเข้ากับต้วนหลิงแล้วหลบวูบไป พูดพลันติดขัด “ฮู…ฮูหยินรอง เกรงว่าเวลาที่เหลือ…คงอีกไม่นานแล้ว”ต้วนซินหนิงซึ่งยืนข้างๆ ได้ยินก็หน้ามืดล้มพับตามไปอีกคน เฝิงฮูหยินรีบให้บ่าวพยุงส่งกลับห้อง จากนั้นนางหันมองต้วนหลิง ดวงตาเต็มไปด้วยความสะทกสะท้านขณะที่เขายังสงบนิ่ง สีหน้าไร้คลื่นอาร