่าเดิม คราวต่อไปนางก็คิดจะปรุงไว้ให้ทั้งเขาและตัวเองหลังรับประทานอาหารเช้า ทั้งคู่ก็มาถึงหน้าประตูจวน ขึ้นรถม้ามุ่งสู่ถนนใหญ่ มีเพียงสารถีผู้หนึ่งนั่งอยู่ด้านหน้าข้างกายปราศจากองครักษ์เสื้อแพรดังเช่นเคยหลินถิงยกม่านหน้าต่าง แอบมองบรรยากาศภายนอกรถม้า ด้วยเพราะกองทัพกบฏกำลังล้อมเมือง ถนนใหญ่จึงเงียบเหงากว่าทุกวัน แม้กระนั้นยังมีผู้คนสัญจรอยู่บ้าง รถม้าเคลื่อนผ่านตลาดเช้า เสียงสนทนาของชาวบ้านดังลอดเข้ามาในรถม้า“ว่าแต่…เจ้าคิดว่าพวกเขาจะบุกเข้ามาในเมืองได้หรือไม่?”เพียงได้ยิน หลินถิงก็ทราบทันทีว่า ‘พวกเขา’ ที่ว่าหมายถึงกองทัพสกุลเซี่ยซึ่งหันเหกลายเป็นกบฏชายหนวดเครารุงรังเอ่ยเสียงหยัน “ข้าจะไปรู้ได้อย่างไรเล่า แต่ไม่ว่าเข้ามาได้หรือไม่ ก็หาได้เกี่ยวข้องอันใดกับพวกเรา”“เหตุใดเจ้าถึงพูดเช่นนั้น?”เขาหัวเราะเยาะ “เหล่าขุนนางสุนัขแห่งอันเฉิงเหล่านี้ แต่ไหนแต่ไรไม่เคยเห็นหัวชาวบ้านอย่างพวกเรา หากมีเรื่องผิดใจก็หาเรื่องจับคนเข้าคุก ข้าถามจริงๆ เถิด พวกกบฏนั้นจะเลวร้ายยิ่งกว่าพวกมันได้สักเพียงใดกันเล่า? ใครแพ้ใครชนะ ข้าไม่สนหรอก”คนหนึ่งรีบหันซ้ายขวา พลางเตือนด้วยน้ำเสียงหวั่นเกรง “ระวังปากหน่อยเถิด อย่าให้คำพูดล่วงเกินเป็นเหตุหายนะ”เขากลับไหวไหล่อย่างไม่แยแสมีพ่อค้าจากต่างถิ่นเอ่ยแทรกขึ้น “เช่นนั้น เหตุใดพวกท่านไม่ย้ายออกจากอันเฉิงไปอยู่เมืองอื่นเสียก่อนหน้านี้เล่า?” คำพูดของเขาย่อมหมายถึงช่วงก