้าเพียงแต่……ตกใจเท่านั้นเอง” นางคิดในใจ ว่าความรู้สึกที่แสดงออกก็เป็นเพียงสัญชาตญาณของผู้คนที่เผชิญภัยและแรงกดดัน ไม่ต่างจากใคร“เช่นนั้นก็ดีแล้ว” ต้วนหลิงเอ่ยเบาๆหลินถิงเอื้อมมือแหวกเรือนผมยาวของเขา “ท่านที่ไม่ยอมบอกข้าแต่แรก ว่าท่านเป็นโรคใด ก็เพราะกลัวข้าจะรังเกียจใช่หรือไม่?” ถ้อยคำที่นางเอ่ย “ก็เพราะกลัว” แฝงความหมายเช่นเดียวกับที่เขาไม่ยอมให้นางเห็นรอยแผลที่ข้อมือ เกรงว่านางจะรังเกียจต้วนหลิงมิได้ให้คำตอบ แต่โน้มตัวลงประทับจูบแทนคำพูด หัวใจของหลินถิงพลันปั่นป่วนดุจขวดบรรจุรสชาติทั้งห้าถูกคว่ำหก คุณชายรองแห่งสกุลต้วน บุรุษผู้สูงศักดิ์แห่งเมืองหลวง ขุนนางผู้กุมอำนาจองครักษ์เสื้อแพร กลับเผยด้านอ่อนแอหวั่นไหวต่อหน้านาง ยอมรับว่ากลัวนางจะรังเกียจทั้งแผล ทั้งโรคอันติดตัวภาพเช่นนี้ราวไม่ใช่ตัวละครจากต้นฉบับอีกต่อไป หลินถิงรู้ดีว่าตนไม่มีเรี่ยวแรงต่อต้าน แต่กลับมิอาจห้ามใจไม่ให้โอบรับเขาได้ จึงตอบรับจุมพิตนั้นกลับไป หัวใจเต้นแรงขึ้นทุกขณะต้วนหลิงเหยียดมือยาว แกะสายแพรบนเรือนผมของนางออก ปล่อยให้เส้นผมกระจายอย่างไม่เป็นระเบียบ“ครั้งก่อนเจ้าบอกว่าจะช่วยข้า คำพูดนั้น……ยังคงเป็นจริงอยู่หรือไม่?”ถ้อยคำของเขาฟังดูประหนึ่งคำขออ้อนวอน หลินถิงมองบุรุษตรงหน้า งามประดุจเครื่องเคลือบดินเผาเนื้อบางที่เปราะแตกง่าย นางกัดฟันแน่นตอบเสียงหนักแน่น “ข้าพูดแล้วก็ย่อมเป็นสัจจะ ข้าเอ่ยว่าจะช่วย……ก็จะช่วยแน่